บทที่ 21 กางดวงลิขิตลวง
บทที่ 21 กางดวงลิขิตลวง
หยวนเฉิงอี้เปิดประตูห้องทำงานใหญ่ชั้นหนึ่ง “รีบเข้ามาสิ โต๊ะทำงานพวกนี้ ทั้งสองคนเลือกได้ตามใจชอบเลย ใครมาก่อนได้ก่อน ฮ่าๆๆ”
จางชิงเซียงเลือกโต๊ะริมหน้าต่างตัวหนึ่ง เยี่ยโยวเซิงจึงลากโต๊ะอีกตัวมาประกบไว้ตรงข้ามเขา
“ฮิๆๆ!” หยวนเฉิงอี้มองคนทั้งสองพลางส่งเสียงหัวเราะแปลกๆ
ทั้งคู่ขี้เกียจจะอธิบายแก้ความเข้าใจผิดแล้ว
ในวันนี้ มีคนมารายงานตัวทั้งหมดห้าคน
วันจันทร์สี่คน
วันอังคารเจ็ดคน
การ ‘รับคนใหม่’ ครั้งแรกของหน่วยคดีเร้นลับก็สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้
กระชับรวบรัด ดั่งเช่นการอัปเดตของนักเขียนนิยายออนไลน์บางคน!
ในตอนแรก ถ้านับรวมจางรุ่ยเฉียนด้วยจะมีทั้งหมดสิบสามคน รับสมัครเพิ่มอย่างหยวนเฉิงอี้ ซีเหมินเยี่ย รวมถึงคนอื่นๆ อีกเจ็ดคน บวกกับครั้งนี้สิบหกคน รวมแล้วเจ้าหน้าที่หน่วยคดีเร้นลับประจำเมืองหยวนทั้งหมดมีสามสิบหกคน
สำหรับมหานครใหญ่ที่มีประชากรเกินสิบห้าล้านคน กำลังคนถือว่าขาดแคลนอย่างหนัก
ดังนั้นในเวลาต่อมา หน่วยคดีเร้นลับจึงได้รับการยกระดับขึ้นเป็นสำนักความมั่นคงเร้นลับอย่างรวดเร็ว พร้อมขยายกำลังพลขนานใหญ่
หลังจากเจ็ดคนของวันอังคารมารายงานตัวเสร็จสิ้น จางรุ่ยเฉียนก็เรียกทุกคนมารวมตัวกัน เพื่อประชุมที่ห้องประชุมใหญ่ชั้นสาม
คราวนี้คนมากันครบ จางชิงเซียงจึงได้พบกับคนรู้จักอีกหนึ่งคน
แถมยังเป็นคนดังเสียด้วย
เฟิ่งเสี่ยวเสียน!
เขามีรูปร่างปานกลาง ผมเผ้ายุ่งเหยิง สวมเสื้อกันลมตัวบางสีน้ำตาลเข้ม รองเท้าบาสเกตบอลที่สวมอยู่สึกกร่อนไปมาก เขานั่งเงียบๆ อยู่ตรงที่นั่งริมทางเดินในห้องประชุม
ในชาติก่อนของจางชิงเซียง ช่วงแรกของการก่อตั้งสำนักความมั่นคงเร้นลับ เบื้องลึกเบื้องหลังของเรื่องเหนือธรรมชาติถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน จนทั่วโลกเกิดกระแสคลั่งไคล้การฝึกตนขนานใหญ่
ทุกหนแห่งต่างมีผู้ฝึกตนระดับดาราดังปรากฏตัวขึ้นมากมาย พวกเขาล้วนมีแววแห่ง ‘ยอดอัจฉริยะ’
เฟิ่งเสี่ยวเสียนก็เป็นหนึ่งในดาราผู้ฝึกตนของเมืองหยวนในช่วงเวลานี้
ผู้ที่เรียกกันว่าเป็นดาราผู้ฝึกตนนั้น คล้ายกับดารานักกีฬาในยุคเก่า ส่วน ‘เทวะแท้จริง’ ไม่กี่คนในเวลาต่อมา ยิ่งกลายเป็นไอดอลระดับมหาชนที่มีแฟนคลับคลั่งไคล้นับไม่ถ้วน
ในการประชุม จางรุ่ยเฉียนเน้นย้ำเรื่อง ‘ระเบียบวินัย’ เป็นพิเศษ ด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดจริงจัง ทำให้ทุกคนต้องนั่งตัวตรงแหน็ว แสร้งทำเป็นตั้งใจฟัง
ท่านหัวหน้าหน่วยพอใจมาก หลังการประชุมใหญ่ครั้งแรกจบลง ก็ประกาศแจ้งเรื่องหนึ่ง “ทางมณฑลตัดสินใจจะเปิดคอร์สอบรมขึ้นมา โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญมาทำการสอน นี่เป็นโอกาสในการเรียนรู้ที่ดีมาก”
“มีโควตาทั้งหมดสามสิบที่ ต้องแบ่งให้หน่วยงานพี่น้องตามอำเภอและเมืองรอบนอกด้วย หน่วยของพวกเราจึงได้มาเพียงสิบที่เท่านั้น”
“ใครอยากไป ให้ไปลงชื่อที่หยวนเฉิงอี้”
จางรุ่ยเฉียนอยากจะยัดลูกทีมทุกคนเข้าไปใจจะขาด เพราะเขาได้รับข่าวที่เชื่อถือได้มาว่า คอร์สอบรมนี้จะมี ‘ยอดคน’ ตัวจริงเสียงจริงมาถ่ายทอดวิชาความสามารถที่ใช้กำราบพวกตัวประหลาดลี้ลับเหล่านั้น
แต่การอบรมครั้งนี้ ต้องละเว้นจากการปฏิบัติหน้าที่ไปเรียนเต็มเวลา ในมือเขามีคนแค่สามสิบกว่าคน ทั้งยังต้องคอยทำคดี การปล่อยคนออกไปสิบคนจึงถือเป็นขีดจำกัดสูงสุดแล้ว
หยวนเฉิงอี้กางสมุดออก “ใครจะลงชื่อบ้างครับ...”
จากนั้นก็ไม่สนใจคนอื่น เขียนชื่อตัวเองลงไปเป็นลำดับแรกทันที
ผ่านไปเพียงเจ็ดแปดนาที คนทั้งหน่วยคดีเร้นลับยกเว้นจางรุ่ยเฉียน ต่างก็ลงชื่อกันจนครบทุกคน!
หยวนเฉิงอี้ยื่นรายชื่อให้จางรุ่ยเฉียน ท่านหัวหน้าหน่วยถึงกับปวดหัวตึบ ขนาดรอบศีรษะเหมือนจะขยายใหญ่ขึ้นสองรอบ
ขณะที่เขากำลังกลัดกลุ้ม เสียงเคาะประตูดัง ก๊อกๆๆ ก็ดังขึ้น ยังไม่ทันที่เขาจะขาน “เข้ามา” อีกฝ่ายก็ผลักประตูชะโงกหัวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มทะเล้น “พ่อครับ”
จางรุ่ยเฉียนขมวดคิ้ว “ฉันอนุญาตให้แกเข้ามาแล้วเหรอ?”
“ที่นี่คือที่ทำงาน!”
“ฉันไม่ใช่พ่อแก ฉันเป็นผู้บังคับบัญชาของแก!”
“ออกไป!”
จางชิงเซียงเลิกคิ้วขึ้นทันที หนอยแนะ! เฒ่าจาง แม่ฉันไม่ได้ฟาดนายมาสามวันแล้วสินะ?
บอกว่าไม่ใช่พ่อฉัน—งั้นใครเป็นพ่อฉันล่ะ?
เชื่อไหมว่าถ้าฉันกลับไปฟ้องแม่แบบใส่สีตีไข่ นายต้องคุกเข่าบนคีย์บอร์ดทั้งคืนแน่!
แต่จางชิงเซียงก็ยอมถอยออกไปเคาะประตูใหม่อย่างว่าง่าย
“เข้ามา!”
จางชิงเซียงเดินเข้ามาแล้วยืนตรงทำความเคารพเสียงดังเพียะ “สวัสดีครับหัวหน้า!”
“เลิกเล่นลิ้น มีอะไรก็ว่ามา”
จางชิงเซียงกลับมาทำหน้าทะเล้นตามเดิม “พวกเราสองพ่อลูกร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันขนาดนี้ ผมก็ต้องมาช่วยแบ่งเบาภาระ คลายความกลัดกลุ้มให้หัวหน้าอยู่แล้วสิครับ”
จางรุ่ยเฉียนจ้องหน้าเขา จางชิงเซียงจึงไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป “คนลงชื่อเยอะขนาดนี้ จะให้ใครไปหรือไม่ให้ใครไปล่ะครับ?”
“ในเมื่อทุกคนอยากไป ก็จัดทดสอบคัดเลือกสิครับ”
“โอกาสในการเรียนรู้ที่มีค่าขนาดนี้ ย่อมต้องมอบให้คนที่มีพรสวรรค์ดีกว่าอยู่แล้ว”
จางรุ่ยเฉียนขมวดคิ้ว “พรสวรรค์ดีเหรอ? จะไปรู้ได้ยังไงว่าใครพรสวรรค์ดี ใครพรสวรรค์ไม่ดี?”
“หัวหน้ามีลูกตุ้มหินอยู่ไม่ใช่เหรอครับ คนที่ให้ลูกตุ้มหินกับหัวหน้าคือใคร หัวหน้าก็ลองไปถามคนนั้นดู รับรองว่าต้องมีวิธีแน่”
“จริงเรอะ?”
“หัวหน้าลองไปถามดูสักคำ เนื้อคงไม่หลุดหายไปสักชิ้นหรอกครับ”
ในชาติก่อน การคัดเลือกรอบแรกของหน่วยคดีเร้นลับก็ใช้ลูกตุ้มหินชิ้นนี้เช่นกัน
จางชิงเซียงเข้าร่วมสำนักความมั่นคงเร้นลับค่อนข้างช้า จึงไม่รู้เรื่องราวในช่วงแรก เขาจึงสงสัยอย่างมากว่า ในช่วงเวลานี้ ใครกันที่เป็นผู้วางแผนแนะนำและให้หน่วยคดีเร้นลับเมืองหยวนยืมลูกตุ้มหินวัตถุเร้นลับชิ้นนี้มาใช้
คนผู้นี้ในช่วงแรกคงเป็น ‘ผู้ยิ่งใหญ่’ คนหนึ่งอย่างแน่นอน
ส่วนที่จางชิงเซียงเสนอให้ทดสอบพรสวรรค์ เป็นเพราะเขารู้ดีว่าเวลานี้หยวนเฉิงอี้ยังไม่ได้ผสานวัตถุต้นกำเนิด ยังเป็นเพียงคนธรรมดา โอกาสสูงมากที่จะถูกคัดทิ้งในการทดสอบนี้
องค์กรใหญ่ทั่วโลก ล้วนเคยเดินหลงทางมาแล้วมากมายในช่วงเวลานี้
ส่วนหยวนเฉิงอี้ ก็คือทางที่หลงผิดครั้งใหญ่ที่สุดของสำนักความมั่นคงเร้นลับเมืองหยวนอย่างไม่ต้องสงสัย
วันต่อมา จางรุ่ยเฉียนมาถึงที่ทำการหน่วยตอนเก้าโมงครึ่ง โดยพาตัวนักพรตคนหนึ่งมาด้วย
พอมาถึงก็สั่งให้หยวนเฉิงอี้ไปแจ้งทุกคน “ห้องประชุมชั้นสาม ทุกคนต้องมาพร้อมกันภายในสิบนาที”
ตอนที่จางชิงเซียงก้าวเข้าสู่ห้องประชุม แวบแรกก็เห็นนักพรตอี้หางนั่งอยู่ข้างกายจางรุ่ยเฉียน หัวใจพลันกระตุกวูบ “ที่แท้ก็คือเขานี่เอง!”
คนผู้นี้คือ ‘ยอดฝีมือสายวิจัย’ ในอนาคต ประจำสถาบันวิจัยสิบสองชั้นแห่งสำนักความมั่นคงเร้นลับ โดยรับหน้าที่ดูแลวิจัยหนึ่งชั้นเพียงลำพัง
ที่แท้ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากเมืองหยวนเหมือนกันนี่เอง
จางชิงเซียงกับเยี่ยโยวเซิงหาที่นั่งลง จางชิงเซียงรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่า นักพรตอี้หางกำลังให้ความสนใจพวกเขาสองคนเป็นพิเศษอยู่หรือเปล่า?
ในเวลานี้ นักพรตอี้หางตื่นเต้นอย่างมาก ในคืนนั้นเพราะลังเลไปชั่วครู่ จึงคลาดสายตากับ ‘ยอดคน’ ไป
โชคดีที่ตนจับตาดูสองพ่อลูกตระกูลเยี่ยไว้แน่น ประกอบกับพอมีวิชาความรู้อยู่บ้าง จึงสร้างความสัมพันธ์กับหน่วยคดีเร้นลับได้สำเร็จ ในที่สุดก็มีโอกาสได้สัมผัสใกล้ชิดยอดคนอีกครั้ง
ยอดคนถึงกับยอมมาเป็นสมาชิกใหม่ในหน่วยคดีเร้นลับเลยเหรอ?
อืม ยอดคนมักมีนิสัยพิลึกพิลั่นเป็นธรรมดา
ในเมื่อท่านไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน ผมก็คงไม่เปิดโปงท่านอย่างเด็ดขาด!
เขาต้องช่วยเล่นละครตามน้ำไปก่อน หากยอดคนเล่นสนุกในโลกมนุษย์จนพึงพอใจ แล้วมอบวาสนาให้สักเล็กน้อย ตัวฉันจะไม่ก้าวทะยานขึ้นสู่ฟ้าหรอกเรอะ!
หยวนเฉิงอี้นับจำนวนคนเรียบร้อย จึงเดินไปกระซิบข้างหูจางรุ่ยเฉียน “อาจารย์ครับ คนมาครบแล้วครับ”
จางรุ่ยเฉียนพยักหน้า เคาะโต๊ะเบาๆ ทุกคนจึงเงียบเสียงลง จางรุ่ยเฉียนแนะนำขึ้น “ท่านนี้คือปรมาจารย์อี้หาง ฉันทำการเชิญท่านมาเพื่อทำการทดสอบพวกเรา ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดสิบอันดับแรก จะได้ไปเข้าคอร์สอบรม”
ทุกคนเริ่มกระซิบกระซาบกัน นักพรตอี้หางมองทะลุความคิดของทุกคน จึงลุกขึ้นยืนพลางแค่นยิ้มเยียบเย็น “ทุกท่านคงคิดว่า คนอย่างฉันเอาแต่เล่นปาหี่หลอกลวงต้มตุ๋นสินะ?”
สมาชิกใหม่หลายคนแสดงสีหน้า ‘ก็ใช่น่ะสิ’ ออกมาตรงๆ
นักพรตอี้หางเลิกคิ้วขึ้น ใบหน้าเย็นชา เอ่ยเสียงดังฟังชัด “นั่นเป็นเพราะพวกคุณยังมองความจริงไม่ออก ยุคต่อไปจะเป็นยุคแห่งภูตผีเทพเจ้าอย่างแท้จริง!”
สิ้นคำพูด นักพรตอี้หางพลิกข้อมือ ชูเข็มทิศทองคำขึ้น เข็มบนหน้าปัดสั่นไหวดังกริ๊กๆ
แขนเสื้ออีกข้างสะบัดวูบ แผนภูมิแปดทิศกับคำทำนายชะตาชีวิตปรากฏขึ้นมาเป็นแสงสีทองมายา พลันร่วงหล่นลงมาครอบคลุมทั่วทั้งห้องประชุม
เบื้องหน้าของทุกคนมีภาพเงาลางเลือนหมุนเวียนเปลี่ยนแปลง ราวกับฉายภาพชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งหมด
ภาพเงาเหล่านั้นแวบผ่านไปอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครมองเห็นชัดเจน ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นอักษรแสงไหลรินดั่งสายน้ำ เช่น:
“ปลากลืนเหยื่อ ผีเสื้อราตรีโผเข้ากองไฟ ยังมิได้สิ่งใดก็มลายสิ้นชีพก่อน วานรเมาสุรา ยุงอิ่มเลือด ได้สมใจแล้วจึงดับสูญสังขารตาม”
“ชั่วชีวิตมีลาภยศดั่งแพรพรรณ ทุกเรื่องราวล้วนคิดการด้วยตนเอง วัยกลางคนพานพบสุขสำราญ ครั้นแก่เฒ่ายังเสวยสุขสงบ”
“โลกีย์ตระการตาดั่งวสันต์เดือนสาม น้ำใจคนร่วงโรยอีกคราสารท มีเพียงพากเพียรและยึดมั่น อย่าได้ริอ่านทำสิ่งผิดบาป”
เป็นต้น
มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสองสามนายเริ่มระแวดระวัง รีบพุ่งตัวไปยังประตูหน้ากับประตูหลังห้องประชุม แต่กลับพบว่าตนเองคล้ายถูกกักขังอยู่ในคำทำนายอักษรแสง ก้าวไม่พ้นโชคชะตา รวมถึงไม่อาจก้าวพ้นประตูบานนี้ไปได้!
วิชานี้ของนักพรตอี้หางสะกดข่มทุกคนได้ในทันที
ไม่มีใครกล้าดูถูกเขาอีกต่อไป เจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มนั้น เริ่มเดินกลับมานั่งประจำที่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ความจริงในใจของนักพรตอี้หางกระวนกระวายมาก!
เขาคอยลอบสังเกตสีหน้าของยอดคนอยู่ตลอดเวลา: การมาแสดงวิชาต่อหน้าท่านช่างไร้มารยาท แต่สถานการณ์มันบีบบังคับจริงๆ
ยอดคนโปรดอย่าได้ถือสา... ผมไม่กล้ากางดวงลิขิตทำนายชะตาท่านเด็ดขาด
