บทที่ 34 แผนชั่วหมายเลขรั่ว กล่องยารับหน้าที่เปิดทาง
บทที่ 34 แผนชั่วหมายเลขรั่ว กล่องยารับหน้าที่เปิดทาง
วันสอบสนามระดับมณฑล
เมืองหลวงมณฑล ณ สำนักสอบก้องหยวน
ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่าง ภายนอกประตูสำนักสอบก้องหยวนก็เต็มไปด้วยผู้คนเนืองแน่นแล้ว
เหล่าผู้เข้าสอบที่มาจากต่างเมือง และต่างอำเภอต่างเข้าแถวยาวเหยียด คดเคี้ยวยาวไกลหลายร้อยเมตร
ทุกคนต่างถือตะกร้าอุปกรณ์การสอบไว้ในมือ สีหน้าบ้างเครียดเกร็ง บ้างเฝ้ารอคอย หรือบ้างก็หวั่นวิตก
ลู่ฮั่วจิ่นยืนอยู่ในแถวด้วยสีหน้าสงบราบเรียบ
เขาเงยสายตามองไปยังประตูใหญ่ของสำนักสอบก้องหยวน ประตูสีชาดบานหนานั้นปิดสนิท หน้าประตูมีทหารสวมชุดเกราะเรียงรายสองแถว จ้องมองเหล่าผู้เข้าสอบที่กำลังเข้าแถวด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
ขั้นตอนการตรวจค้นเข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง
ก่อนที่ผู้เข้าสอบแต่ละคนจะก้าวเข้าสู่สำนักสอบก้องหยวน ต้องได้รับการตรวจค้นทั่วร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า แม้กระทั่งพื้นรองเท้าก็ไม่เว้น
สิ่งของในตะกร้าอุปกรณ์การสอบก็ต้องได้รับการตรวจทีละชิ้น พู่กัน หมึก กระดาษ จานฝนหมึกล้วนต้องได้รับการตรวจสอบ อาหารยิ่งต้องถูกบดขยี้แยกส่วน เพื่อยืนยันว่าไม่มีการแอบซุกซ่อนสิ่งใดไว้
แถวค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ
ลู่ฮั่วจิ่นก้าวตามฝูงชน ค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้ประตูใหญ่ของสำนักสอบก้องหยวนทีละก้าว
ในที่สุด ก็ถึงคิวของเขาแล้ว
ทหารนายหนึ่งก้าวออกมาด้านหน้า ยื่นมือออกไปโดยไร้ความรู้สึก
นิ้วมือของทหารผู้นั้นหยาบกร้านทว่ามีกำลัง ค้นหาบนร่างกายของลู่ฮั่วจิ่นอย่างละเอียด ตั้งแต่ไหล่จนถึงข้อเท้า แม้กระทั่งมวยผมก็ถูกคลายออกเพื่อตรวจสอบ
ลู่ฮั่วจิ่นอ้าแขนออกทั้งสองข้างอย่างร่วมมือ สีหน้าเรียบเฉยดังเดิม
ตรวจค้นเสร็จสิ้น ทหารผู้นั้นพยักหน้า ส่งสัญญาณให้เขาเข้าไปด้านในได้
“ช้าก่อน”
เสียงหนึ่งดังมาจากด้านข้าง
ลู่ฮั่วจิ่นหมุนหน้าไป เห็นชายวัยกลางคนสวมชุดขุนนางก้าวเท้ายาว ๆ เดินเข้ามา
คนผู้นี้อายุราวสี่สิบต้น ๆ ใบหน้าซูบผอม โหนกแก้มสูง ดวงตาทรงสามเหลี่ยมฉายแววคับแคบเหี้ยมโหด
เขาก็คือผู้ตรวจการสอบคนหนึ่งในการสอบสนามระดับมณฑลครั้งนี้ ผู้ตรวจการจาง
“ขุนนางผู้นี้จะตรวจค้นผู้เข้าสอบคนนี้ด้วยตนเอง” ผู้ตรวจการจางเดินมาหยุดลง ณ หน้าลู่ฮั่วจิ่น สายตามองทอดผ่านร่างของเขาขึ้นลง มุมปากแฝงรอยยิ้มเยียบเย็นเบาบาง “นำตะกร้าอุปกรณ์การสอบมา”
ลู่ฮั่วจิ่นยื่นตะกร้าอุปกรณ์การสอบส่งไปให้
ผู้ตรวจการจางรับมา แล้วพลิกค้นจนแทบจะคว่ำก้นตะกร้า
พู่กัน หมึก กระดาษ จานฝนหมึก ถูกเขานำออกมาทีละชิ้น แล้วขว้างทิ้งลงบนโต๊ะข้าง ๆ ตามใจชอบ
จานฝนหมึกกระทบขอบโต๊ะ ส่งเสียงดังแก๊งอย่างชัดเจน
“นี่คือสิ่งใด?” ผู้ตรวจการจางหยิบห่อกระดาษน้ำมันขึ้นมาห่อหนึ่ง ผลักเปิดออกดู
ด้านในคือขนมหวานประณีตสองสามชิ้น ขนมดอกกวนอิม ขนมถั่วเขียว ขนมม้วนพุทราจีน วางเรียงกันไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
นั่นคือสิ่งที่อวิ๋นเฉียนเฉียนตื่นขึ้นมารังสรรค์ให้เขาด้วยตนเองตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่าง
ผู้ตรวจการจางใช้นิ้วหนีบขนมดอกกวนอิมขึ้นมาชิ้นหนึ่ง แล้วออกแรงบดขยี้ในนิ้วมือ
ขนมหวานแตกสลาย เศษขนมร่วงกรูลงมาจากช่องนิ้วมือของเขา
“ขนมหวานนี้ ประณีตไม่น้อย” เขาเอ่ยเรียบ ๆ แล้วบดขยี้แตกอีกสองชิ้น “ทว่าสำนักสอบก้องหยวนมีกฎเกณฑ์ อาหารที่นำเข้ามาต้องได้รับการตรวจสอบ บดขยี้ให้แตกสลายจึงจะมองเห็นชัดเจนว่าด้านในมีสิ่งแอบซุกซ่อนอยู่รึไม่”
ลู่ฮั่วจิ่นมองดูเศษขนมที่กระจัดกระจาย สายตามืดมนลงเล็กน้อย ทว่ามิได้เอ่ยปาก
ผู้ตรวจการจางบดขยี้ขนมหวานที่เหลือทีละชิ้นจนหมดสิ้น จากนั้นจึงโยนห่อกระดาษน้ำมันอันว่างเปล่ากลับลงในตะกร้าอุปกรณ์การสอบ
เขาปัดเศษขนมบนมือ แล้วเงยหน้าขึ้นมองลู่ฮั่วจิ่น
“เขยแต่งเข้า ก็มาร่วมสอบสนามระดับมณฑลด้วยรึ?”
น้ำเสียงของเขาไม่ดังนัก ทว่ากลับดังพอที่จะให้บรรดาผู้เข้าสอบ และเหล่าทหารรอบข้างยินได้ยินอย่างชัดเจน
“ระมัดระวังให้ดี เล่า อย่าได้แอบซุกซ่อนสิ่งใดไว้”
น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความเหยียดหยามโดยมิคิดจะปกปิดแม้แต่น้อย
ผู้เข้าสอบสองสามคนที่ต่อแถวอยู่ด้านหลังแลกเปลี่ยนสายตากัน แล้วเอ่ยกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์ขึ้น
“นั่นคือเขยแต่งเข้าแห่งตระกูลอวิ๋นรึ?”
“ได้ยินว่าบนหอหวังเจียงโด่งดังยิ่งนัก แม้กระทั่งคุณชายซ่งยังถูกเขาโต้แย้งจนพูดไม่ออก”
“เหอะ เป็นเพียงเขยแต่งเข้า ต่อให้มีความสามารถจะทำสิ่งใดได้?”
ลู่ฮั่วจิ่นทำเป็นหูหนวกตาบอดต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น
เขาย่อกายลง เก็บสิ่งของในตะกร้าอุปกรณ์การสอบทีละอย่าง นำมาวางเรียงใหม่อย่างเป็นระเบียบ ท่วงท่าไม่ช้าไม่เร็ว
ผู้ตรวจการจางจับจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แค่นเสียงเหอะอย่างเย็นชา สะบัดแขนเสื้อหมุนกาย เดินตรงไปหาผู้เข้าสอบคนอื่นต่อไป
การตรวจค้นดำเนินต่อไป
ลู่ฮั่วจิ่นถือตะกร้าอุปกรณ์การสอบ ก้าวข้ามธรณีประตูอันสูงส่งนั้น ก้าวเข้าสู่สำนักสอบก้องหยวน
สำนักสอบก้องหยวนมีพื้นที่กว้างใหญ่ยิ่งนัก ภายในคฤหาสน์มีต้นสนโบราณตระหง่านฟ้า อิฐสีเขียวปูพื้นเต็มพื้นที่
เส้นทางเดินตรงยาวสายหนึ่งยืดขยายจากประตูใหญ่เข้าไปด้านใน สองข้างทางคือคอกสอบที่เรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ หนาแน่นราวกับรวงผึ้ง
เหล่าผู้เข้าสอบเดินเรียงแถวตามกันเข้ามา แล้วหยุดก้าวลง ณ หน้าเส้นทางเดิน
เสมียนผู้หนึ่งยืนอยู่บนแท่นสูง ในมือถือคัมภีร์รายชื่อ เริ่มขานชื่อจัดสรรคอกสอบ
“เมืองหลินอัน โจวเวินหยวน แถวทิศตะวันออก คอกเจี่ยจื่อ”
“อำเภอชิงเหอ ซุนเต๋อชาง แถวทิศใต้ คอกจี่เหมา”
เหล่าผู้เข้าสอบก้าวออกไปตามลำดับ รับป้ายคอกสอบ แล้วเดินไปยังคอกสอบของตนเอง
ลู่ฮั่วจิ่นยืนอยู่ด้านหลังฝูงชน เฝ้ารอคอยด้วยความอดทน
การขานชื่อดำเนินไปกว่าครึ่ง ในที่สุดก็ถึงคิวของเขา
“เมืองหลินอัน”
เสียงของเสมียนพลันชะงักไปเล็กน้อย
เขาก้มหน้ามองรายชื่อ แล้วเงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองลู่ฮั่วจิ่นสายหนึ่ง สายตาแฝงความลึกล้ำประหลาด
“ลู่ฮั่วจิ่น แถวทิศตะวันตก คอกอู้ซวี”
เมื่อคำนี้หลุดออกมา สีหน้าของผู้เข้าสอบเก่าแก่รอบข้างพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย
บัณฑิตชราผมขาวผู้หนึ่งพึมพำเสียงต่ำ “แถวทิศตะวันตก อู้ซวีรึ? นั่นมิใช่คอกสอบลมรั่ว ที่อยู่ติดกับสุขา และถังเศษอาหารหรอกรึ?”
“มิใช่แค่ลมรั่วเท่านั้น” ผู้เข้าสอบวัยกลางคนข้าง ๆ เอ่ยแทรก กดน้ำเสียงลงต่ำ “ฤดูร้อนแดดส่องทิศตะวันตก กลิ่นเหม็นตลบอบอวล ตำแหน่งนั้น...”
“ชู้วว์ อย่าเอ่ยมากความ” มีคนดึงแขนเสื้อของเขาไว้
ผู้เข้าสอบวัยกลางคนผู้นั้นหุบปากลง ทว่าสายตาที่มองไปยังลู่ฮั่วจิ่นกลับแฝงไว้ด้วยความสงสารสองสามส่วน
สีหน้าของลู่ฮั่วจิ่นมิได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย
เขารับป้ายคอกสอบมา บนนั้นใช้น้ำหมึกสีชาดเขียนอักษรไว้สามตัว “ตะวันตก อู้ซวี”
“ขอบพระคุณ” เขานอบน้อมพยักหน้ารับกับเสมียน แล้วถือตะกร้าอุปกรณ์การสอบเดินไปยังคอกสอบทิศตะวันตก
แถวทิศตะวันตกตั้งอยู่ ณ ทิศตะวันตกสุดของสำนักสอบก้องหยวน ติดกับกำแพงคฤหาสน์
ยิ่งเดินเข้าไปด้านใน ผู้เข้าสอบก็ยิ่งน้อยลง เมื่อถึงปลายสุด แทบจะเหลือเพียงลู่ฮั่วจิ่นคนเดียวเท่านั้น
เขาหยุดก้าวลง ณ หน้าคอกสอบตะวันตก อู้ซวี
ประตูคอกสอบเปิดแย้มไว้เล็กน้อย สีบนบานประตูไม้กะเทาะออกไปกว่าครึ่ง เผยให้เห็นแผ่นไม้สีเทาทรุดโทรมด้านล่าง
ลู่ฮั่วจิ่นผลักประตูเปิดออก
กลิ่นอับชื้นพุ่งปะทะหน้าเข้ามาทันใด
คอกสอบมีขนาดไม่ใหญ่นัก กว้างราว ๆ หนึ่งวา
ตรงกลางคือโต๊ะยาวตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีจานฝนหมึกอันหนึ่ง แท่งหมึกอันหนึ่ง และกระดาษคำตอบสองสามแผ่น
ด้านหลังโต๊ะยาวคือเก้าอี้แคบตัวหนึ่ง เหนือเก้าอี้แขวนโคมน้ำมันไว้โคมหนึ่ง
นี่คือพื้นที่ทั้งหมดสำหรับการกิน นอน และทำข้อสอบของผู้เข้าสอบในอีกสองสามวันข้างหน้า
ลู่ฮั่วจิ่นเงยสายตาสำรวจรอบทิศ
บนกำแพงมีรอยแตกร้าวหลายแห่ง รอยยาวที่สุดยืดขยายจากหลังคาลงมาถึงพื้น สามารถมองเห็นแสงแดดที่ลอดเข้ามาจากภายนอกได้
กระเบื้องบนหลังคาหลุดหายไปสองสามแผ่น หากฝนตก ย่อมเกิดน้ำรั่วซึมอย่างแน่นอน
พื้นดินชื้นแฉะ บริเวณใกล้ติดมุมกำแพงถึงขั้นมีรอยน้ำที่ไม่แห้งสนิท เหยียบลงไปแล้วลื่นไถลเล็กน้อย
ทว่าสิ่งที่อันตรายที่สุดก็คือความเคลื่อนไหวจากฝั่งตรงข้าม
ภายนอกกำแพงทิศตะวันตกของคอกสอบ ก็คือสุขาสาธารณะของสำนักสอบก้องหยวน
ยามนี้แม้ยามสอบยังไม่เริ่มขึ้น ก็เริ่มมีกลิ่นแปลกประหลาดโชยลอดผ่านช่องกำแพงเข้ามาเลือนรางแล้ว
ห่างออกไปทางทิศใต้ไม่กี่วา คือคูน้ำทิ้งสำหรับทิ้งน้ำเสีย ในฤดูร้อนอันร้อนอบอ้าวเช่นนี้ กลิ่นย่อมเด่นชัดยิ่งนัก
ลู่ฮั่วจิ่นวางตะกร้าอุปกรณ์การสอบลงบนโต๊ะยาว ย่อกายลง ตรวจสอบรอยน้ำ และรอยแตกร้าวตรงมุมกำแพงอย่างละเอียด
“คุณชายลู่”
เสียงหนึ่งดังมาจากนอกประตู
ลู่ฮั่วจิ่นหมุนหน้ากลับไป เห็นผู้ตรวจการจางยืนอยู่ ณ ประตู ประสานมือไว้ด้านหลัง สีหน้ายิ้มทว่าไร้ความจริงใจ
“คอกสอบเสี่ยงทายจับฉลาก ทั้งหมดล้วนเป็นพรหมลิขิตแห่งฟ้า” ผู้ตรวจการจางเดินเข้ามา สำรวจรอบทิศทีหนึ่ง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความยินดีบนความทุกข์ของผู้อื่น “ที่นี่แม้จะห่างไกลไปสักหน่อย ทว่าก็ชนะตรงที่สงบเงียบ ไร้ผู้ใดรบกวน”
เขาหมุนกายกลับมา มองไปยังลู่ฮั่วจิ่น รอยยิ้มบนมุมปากยิ่งลึกล้ำขึ้น
“ตั้งใจทำข้อสอบให้ดี เล่า อย่าได้ทรยศต่อตำแหน่งอันดีเยี่ยมนี้เสีย”
เอ่ยจบ เขาก็สะบัดแขนเสื้อหมุนกาย ก้าวเท้ายาว ๆ จากไป
เสียงก้าวเท้าก้องกังวานในเส้นทางเดินอันว่างเปล่า แล้วค่อย ๆ หายลับไปในที่ไกล
ลู่ฮั่วจิ่นมองดูแผ่นหลังของเขาที่สลายหายไป ณ มุมเลี้ยว แล้วรวบเก็บสายตากลับมา
เขาไม่ได้ตัดพ้อ ทั้งไร้ซึ่งรอยโทสะใด ๆ
เขาย่อกายลง ตรวจสอบคอกสอบต่อไป
รอยแตกร้าวตรงมุมกำแพงมีสามแห่ง รอยใหญ่ที่สุดสามารถยัดนิ้วมือเข้าไปได้นิ้วหนึ่ง
กระเบื้องที่หลุดหาย บนหลังคามีสองแผ่น ตรงกับตำแหน่งเหนือโต๊ะยาวพอดี
ความชื้นบนพื้นดินไม่เท่ากัน ตรงมุมกำแพงรุนแรงที่สุด ใกล้ประตูค่อยยังชั่วกว่าเล็กน้อย
เขาจดจำทีละจุด จากนั้นก็นำห่อผ้าเล็ก ๆ ห่อหนึ่งออกมาจากชั้นล่างสุดของตะกร้าอุปกรณ์การสอบ
เปิดห่อผ้าออก ด้านในคือขิงแก่สองสามชิ้น ใบสะระแหน่แห้งห่อเล็ก ๆ ถุงเถ้าหญ้าถุงเล็ก ๆ และยังมีขวดกระเบื้องเล็ก ๆ อีกขวดหนึ่ง ด้านในบรรจุน้ำแป้งเปียกไว้
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เขาตระเตรียมไว้ล่วงหน้าทั้งสิ้น
ก่อนจะทะลุมิติมา แม้ลู่ฮั่วจิ่นจะเป็นดอกเตอร์ด้านประวัติศาสตร์ ทว่าก็เคยติดตามอาจารย์ไปร่วมงานขุดค้นทางโบราณคดีในป่าเขาอยู่สองสามครั้ง
ในป่าเขาเงียบสงบ เงื่อนไขยากลำบาก ทักษะการเอาชีวิตรอดพื้นฐานเขายังพอมีความรู้อยู่บ้าง
หลังจากทะลุมิติมา เขาก็ครุ่นคิดมาโดยตลอดว่าจะนำความรู้ยุคปัจจุบันเหล่านี้มาปรับใช้กับการสอบขุนนางยุคโบราณได้อย่างไร
เงื่อนไขในสนามสอบเลวร้าย นี่คือสิ่งที่ผู้คนรู้แจ้งกันดี
โดยเฉพาะคอกสอบที่ห่างไกลบางแห่ง ลมรั่วฝนซึม ยุง มด หนู แมลง กลิ่นเหม็นตลบอบอวล ในแต่ละปีล้วนมีข่าวลือเรื่องผู้เข้าสอบทนไม่ไหวจนสลบไสลไปในคอกสอบเสมอ
ลู่ฮั่วจิ่นตระเตรียมไว้ล่วงหน้านานแล้ว
ขิงแก่ขับความเย็น ใบสะระแหน่กระตุ้นสมอง เถ้าหญ้าดูดความชื้น น้ำแป้งเปียกสามารถนำมาทาฉาบกำแพงได้
เขาวางห่อผ้าลงบนโต๊ะยาว กำลังเตรียมจะลงมือซ่อมแซม พลันนอกประตูเสนียดก็มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดดังขึ้น
รถเข็นน้ำคันหนึ่งค่อย ๆ ขับเคลื่อนเข้ามา
คนเข็นรถคือชายชราวัยห้าสิบกว่าปีคนหนึ่ง สวมชุดผ้าปานสีเทาทรวดทรงสั้น ร่างกายค่อมโค้ง บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยย่น
เขาเข็นรถน้ำ หยุดลง ณ หน้าคอกสอบแต่ละแห่ง เพื่อส่งน้ำสะอาดให้แก่เหล่าผู้เข้าสอบ
นี่คือ กฎเกณฑ์ของสำนักสอบก้องหยวน ก่อนเริ่มการสอบจะส่งน้ำให้หนึ่งครั้ง หลังจากนั้นผู้เข้าสอบต้องอาศัยถุงน้ำที่ตนเองพกพามาเพื่อประทังชีวิตแล้ว
ชายชราเข็นรถน้ำ ส่งน้ำไปทีละห้อง
เมื่อมาถึงหน้าคอกสอบของลู่ฮั่วจิ่น ก้าวเท้าของเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย
เขาเงยสายตาขึ้น กวาดมองภายในคอกสอบอย่างรวดเร็วทีหนึ่ง แล้วมองดูลู่ฮั่วจิ่นอีกครั้ง
ลู่ฮั่วจิ่นจำเขาได้
ท่านลุงหลี่ บ่าวรับใช้ของสำนักสอบก้องหยวน
ในกาลก่อน ตระกูลอวิ๋นเคยยื่นมือช่วยเหลือมารดาชราของเขาในยามยากลำบากที่สุด น้ำใจนี้ เขายังคงจดจำไว้ในใจมาโดยตลอด
ท่านลุงหลี่ตักน้ำสะอาดตักหนึ่งจากรถน้ำ เทลงในโอ่งน้ำหน้าประตูของลู่ฮั่วจิ่น
ท่าทางย่อกายของเขามีความช้าลงเล็กน้อย ริมฝีปากขยับเบา ๆ กดน้ำเสียงลงจนต่ำยิ่งนัก
“คุณชายระมัดระวังด้วย”
สายตาของลู่ฮั่วจิ่นขยับเบา ๆ
“ผู้ตรวจการจางเอ่ยสั่งไว้เป็นพิเศษว่า คอกสอบนี้มิจำเป็นต้องดูแลมากความ’”
ท่านลุงหลี่ ยืดกายตรง นำกระบวยน้ำแขวนกลับไปบนรถ ท่วงท่าเป็นธรรมชาติราวกับมิได้เอ่ยสิ่งใดออกมา
เขาเข็นรถน้ำ เตรียมจะก้าวเท้าจากไป
ในยามนั้นเอง มือของเขาก็พลันลื่นไถล ถังไม้ถังหนึ่งบนรถน้ำพลันล้มคว่ำลง น้ำสะอาดครึ่งถังเทกระจายลงบนพื้น
“ไอ้หยา คนแก่เลอะเลือนแล้ว!” ท่านลุงหลี่ตบศีรษะด้วยความตระนก ย่อกายลงไปประคองถังน้ำ
ท่วงท่าของเขารวดเร็วยิ่งนัก อาศัยจังหวะย่อกาย หยิบชามกระเบื้องหยาบใบหนึ่งออกมาจากใต้ท้องรถน้ำ ในชามมีน้ำร้อนอยู่ค่อนชาม ไอความร้อนพุ่งพรวด มีควันสีขาวลอยขึ้นมา
เขาขยับวางชามลง ณ ด้านในธรณีประตูคอกสอบของลู่ฮั่วจิ่นอย่างรวดเร็ว ตำแหน่งนั้นแยบยลยิ่งนัก มองจากภายนอกเข้ามาไม่เห็น ทว่าลู่ฮั่วจิ่นยื่นมือออกไปก็สามารถหยิบจับได้ทันที
ท่วงท่าทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงชั่วตาเดียวเท่านั้น
ท่านลุงหลี่ตั้งถังน้ำให้ตรง ยืดกายขึ้นยืน เข็นรถน้ำก้าวไปด้านหน้าต่อไป แผ่นหลังอันค่อมโค้งสลายหายไป ณ ปลายสุดของเส้นทางเดินอย่างรวดเร็ว
ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่ได้เหลียวหน้ากลับมามองแม้แต่น้อย
ลู่ฮั่วจิ่นยืนอยู่ ณ ประตู มองดูทิศทางที่ท่านลุงหลี่จากไป นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
เขาย่อกายลง ยกชามน้ำร้อนใบนั้นขึ้นมา
ขอบชามร้อนจัด ไอความร้อนแผ่ซ่าน
ลู่ฮั่วจิ่นวางชามลงบนโต๊ะยาว วางเรียงไว้กับขิงแก่ ใบสะระแหน่ เถ้าหญ้า และน้ำแป้งเปียกเหล่านั้น
สายตาของเขามองเคลื่อนไหวไปมาระหว่างสิ่งของเหล่านี้ นิ้วมือเคาะลงบนโต๊ะเบา ๆ
ภายนอกคอกสอบ มีเสียงระฆังดังขึ้นสายหนึ่ง
นั่นคือสัญญาณเตือนครั้งสุดท้ายก่อนเริ่มการสอบ
ผ่านไปอีกเพียงหนึ่งก้านธูป ประตูใหญ่ของสำนักสอบก้องหยวนก็จะถูกปิดลงแล้ว
ลู่ฮั่วจิ่นสูดลมหายใจเข้าลึก หยิบเถ้าหญ้ากำหนึ่งออกมาจากห่อผ้า แล้วเทลงไปในชามน้ำ
