ฮูหยิน ข้าไม่ได้อยากเป็นจอหงวน!
บทที่ 25 ภรรยามอบตระกร้าสอบ ยืดอกกินข้าวแลกข้าว
0

บทที่ 25 ภรรยามอบตระกร้าสอบ ยืดอกกินข้าวแลกข้าว

บทที่ 25 ภรรยามอบตระกร้าสอบ ยืดอกกินข้าวแลกข้าว


ลู่ฮั่วจิ่นไม่ได้หยุดก้าวเท้า เดินมุ่งหน้าตรงไปยังเรือนทิงจู๋ทันที


พ่อบ้านฝูรีบก้าวตามหลังมาติด ๆ ลดเสียงต่ำเอ่ยว่า “คนที่มาเป็นพ่อบ้านคนหนึ่งของตระกูลซ่ง พานายผู้ชายสองคนมาด้วย บอกว่า... นำของขวัญมาแสดงความยินดีกับเขยขวัญขอรับ”


ลู่ฮั่วจิ่นไม่ได้ส่งเสียงตอบ เดินผ่านประตูวงพระจันทร์เสี้ยวไป ประตูเรือนทิงจู๋เปิดกว้างอยู่


เขากวาดสายตามองแวบเดียว ก็เห็นชายวัยกลางคนอายุสี่สิบเศษ สวมชุดผ้าไหมเนื้อดีนั่งอยู่ข้างโต๊ะหินกลางลานบ้าน ด้านข้างมีชายรับใช้สองคนยืนก้มหน้านอบน้อม


อวิ๋นเฉียนเฉียนไม่ได้นั่งลง แต่นางยืนหันหลังให้ประตูอยู่ใต้เฉลียง มือหนีบผ้าเช็ดหน้าไว้ผืนหนึ่ง ปลายนิ้วขาวซีดเล็กน้อย


เมื่อได้ยินเสียงก้าวเท้า อวิ๋นเฉียนเฉียนก็หันหน้ากลับมา


ใบหน้าของนางดูซูบซีดเล็กน้อย ทว่าสายตากลับตั้งมั่นคง นางมองมาที่ลู่ฮั่วจิ่นแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปเอ่ยกับพ่อบ้านผู้นั้น “ท่านพี่ของข้ากลับมาแล้ว พ่อบ้านโปรดกลับไปเถิด ของขวัญแสดงความยินดีคงไม่จำเป็นแล้ว”


พ่อบ้านผู้นั้นยืนขึ้นแล้ว ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม พลางประสานมือคารวะลู่ฮั่วจิ่น “คุณชายลู่ยินดีด้วยที่จัดการเรื่องการสอบรอบสองเรียบร้อย นายน้อยของข้าจึงสั่งให้ข้าพานำของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ มามอบให้ เพื่อแสดงน้ำใจขอรับ” พูดพลางส่งสายตาให้ชายรับใช้ด้านข้าง


ชายรับใช้คนหนึ่งรีบประคองกล่องผ้าไหมอันประณีตกล่องหนึ่งขึ้นทันที


ลู่ฮั่วจิ่นเดินมาที่ข้างโต๊ะหิน ไม่ได้มองกล่องผ้าไหมใบนั้น แต่สายตากลับตกอยู่ที่ใบหน้าของพ่อบ้าน “คุณชายซ่งมีน้ำใจยิ่งนัก ไม่ทราบว่าแสดงความยินดีเรื่องอันใดหรือ?”


ยิ้มของพ่อบ้านยังคงเดิม “ย่อมต้องยินดีที่คุณชายทำผลงานได้ดีในการสอบฝูซื่อ อนาคตสดใสรุ่งโรจน์ขอรับ”


“อันดับการสอบฝูซื่อยังไม่ได้ประกาศ จะเอ่ยถึงผลงานอันดีได้อย่างไร?” น้ำเสียงของลู่ฮั่วจิ่นราบเรียบ “ข่าวคราวของคุณชายซ่ง ช่างช่ำชอง และรวดเร็วเกินไปกระมัง”


รอยยิ้มบนใบหน้าพ่อบ้านชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อน “คุณชายถ่อมตนเกินไปแล้ว คนในเมืองหลินอันมีใครไม่รู้บ้างว่าคุณชายลู่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ การสอบฝูซื่อเพียงเท่านี้ ย่อมอยู่ในกำมืออยู่แล้ว”


ลู่ฮั่วจิ่นพยักหน้ารับ ทันใดนั้นก็เอ่ยขึ้น “ในเมื่อคุณชายซ่งมองข้าไว้สูงเช่นนี้ ของขวัญชิ้นนี้ ข้าก็ขอรับไว้แล้วกัน” เขาส่งสัญญาณให้พ่อบ้านฝูเข้าไปรับกล่องผ้าไหม


พ่อบ้านฝูตะลึงไปวูบหนึ่ง แต่ก็ทำตามคำสั่ง เดินเข้าไปรับกล่องผ้าไหมมาไว้ในมือ


ดูเหมือนพ่อบ้านตระกูลซ่งเองก็คาดไม่ถึงว่าเขาจะรับไว้ได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ คำพูดที่เตรียมไว้จึงค้างเติ่งอยู่ในคอ


ลู่ฮั่วจิ่นเอ่ยต่อ “กลับไปฝากขอบคุณคุณชายซ่งแทนข้าด้วย ทว่าการตอบแทนตามมารยาท ข้าก็มีคำพูดประโยคหนึ่ง อยากรบกวนให้พ่อบ้านช่วยนำไปบอกคุณชายซ่งเช่นกัน”


พ่อบ้านเอ่ย “คุณชายเชิญกล่าว”


ลู่ฮั่วจิ่นจ้องมองเขา เอ่ยทีละถ้อยทีละคำ “ชาตรงประตูเมือง เย็นชืดไวยิ่งนัก วันหน้าหากจะเชิญคนดื่มชาอีก จำไว้ว่าให้เปลี่ยนเป็นชาร้อน ๆ เสียหน่อย อีกอย่าง...” เขาชี้ไปที่กล่องผ้าไหมในมือพ่อบ้านฝู “กล่องประณีตถึงเพียงนี้ เหมาะสำหรับใส่น้ำหมึก พู่กัน กระดาษ และจานฝนหมึกยิ่งนัก หากนำมาใส่สิ่งอื่น อย่างเช่น... สำเนาหนังสืออายัดสินค้า หรือจดหมายฝากข่าวขัดขวางคนเข้าเมือง ก็ดูจะเสียเปล่าเกินไปนิด”


ใบหน้าของพ่อบ้าน “พรึ่บ” ซีดเผือดลงทันที


อวิ๋นเฉียนเฉียนเองก็ชะงักไปเล็กน้อย หันมามองลู่ฮั่วจิ่น


ทว่าลู่ฮั่วจิ่นไม่ได้มองเขาอีก หันไปหาอวิ๋นเฉียนเฉียนด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายลง “ภรรยา ข้าเหน็ดเหนื่อยเล็กน้อยแล้ว”


อวิ๋นเฉียนเฉียนเอ่ยทันที “พ่อบ้านฝู ส่งแขก” นางหยุดไปนิด ก่อนจะเสริมอีกประโยค “ของขวัญชิ้นนี้ เชิญพวกเขานำกลับไปด้วย”


เหงื่อกาฬผุดซึมตรงขมับของพ่อบ้าน ไม่กล้าอยู่ต่ออีกแม้แต่น้อย รีบประสานมือคารวะอย่างรวดเร็ว พานายผู้ชายแทบจะแย่งกล่องผ้าไหมกลับมาจากมือพ่อบ้านฝู แล้ววิ่งหนีออกจากจวนไปอย่างลนลาน


ประตูเรือนปิดลง ตัดขาดเสียงรบกวนจากภายนอก


อวิ๋นเฉียนเฉียนจึงหันมามองลู่ฮั่วจิ่น ในสายตาแฝงไว้ด้วยคำถาม และความเกรงกลัวที่ยังหลงเหลืออยู่


ทว่าลู่ฮั่วจิ่นกลับโบกมือ เป็นสัญญาณว่าค่อยคุยกันทีหลัง


เขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยจริง ๆ


แม้คลื่นลมหน้าประตูเมืองจะสงบลงแล้ว แต่ก็ผลาญพลังกายพลังใจไปไม่น้อย


ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เขาต้องจัดเรียงลำดับความคิดเสียใหม่


การกระทำติดต่อกันของซ่งเฉิงเยี่ยน ทั้งอายัดสินค้า ขวางทาง สอดแนม ส่งของขวัญ รุกไล่เข้ามาทีละก้าว แต่ก็เหมือนจะเว้นช่องว่างไว้ คล้ายกับการสร้างแรงกดดัน หรือไม่ก็... ลองเชิงดูเส้นแบ่ง และปฏิกิริยาของเขา?


“คนตระกูลซ่งมา ไม่ได้ทำลำบากใจเจ้าใช่ไหม?” ลู่ฮั่วจิ่นถาม


อวิ๋นเฉียนเฉียนคลอนหัว “เพียงแต่นั่งอยู่ พูดจาตามมารยาท บังคับว่าจะรอส่งของขวัญให้ได้ยามท่านกลับมา ข้าให้เสี่ยวจู๋จับตาไว้ ไม่ได้ปล่อยให้พวกเขาเดินซุกซน” นางมองลู่ฮั่วจิ่น อดไม่ได้ที่จะเอ่ย “คำพูดของท่านเมื่อครู่นี้...”


“ไม่มีอันใด” ลู่ฮั่วจิ่นยิ้มมุมปาก “ก็แค่พูดสิ่งที่พวกเขานึกอยากทำแต่ไม่ได้พูด ออกมาจากปากแทนพวกเขาเท่านั้น จะได้ไม่ต้องเสียเวลาปิดบังในครั้งหน้า”


เขาเดินไปใต้เฉลียง แล้วนั่งลงบนพนักพิงพฤกษ์


อวิ๋นเฉียนเฉียนเดินตามไป นั่งลงข้าง ๆ เขา โดยเว้นระยะห่างไว้เล็กน้อย


“เอกสารจัดการเรียบร้อยแล้วหรือ?” นางถาม


“อืม พรุ่งนี้รอฟังผลประกาศรายชื่อ”


“เช่นนั้น... ทางตระกูลซ่งเล่า?”


ลู่ฮั่วจิ่นเอนกายพิงเสาเฉลียง สายตาตกอยู่ที่ต้นไผ่เขียวสดสองสามต้นในสวน


“เขาจะก่อเรื่องก็เรื่องของเขา ข้าจะสอบก็เรื่องของข้า หากเขานึกว่ากลเม็ดแค่นี้จะทำให้ข้ารู้จักถอย หรือทำให้เจ้ามากลี้ยกล่อมให้ข้าเจียมตัว เช่นนั้นเขาก็กำลังคำนวณผิดพลาดอย่างรุนแรงแล้ว”


อวิ๋นเฉียนเฉียนเงียบไป


นางนึกถึงคำพูดของท่านพ่อยามมีชีวิตอยู่ ว่าในโลกแห่งการค้าขาย ไม่กลัวดาบซุยหอกตรง แต่กลัวเกาหลงลอบยิงจากมุมมืด


ยามนี้เกาหลงมุมมืดนี้ คล้ายจะเล็งมาที่ลู่ฮั่วจิ่น และเล็งมาที่ตระกูลอวิ๋นแล้ว


“พรุ่งนี้ประกาศรายชื่อ ท่านจะไปหรือไม่?” นางถาม


ลู่ฮั่วจิ่นคลอนหัว “ไม่ไปหรอก อันดับชื่ออย่างไรก็ต้องรู้จนได้ ไปแล้วกลับจะเป็นที่สะดุดตาเสียเปล่า”


อวิ๋นเฉียนเฉียนทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็เพียงเอ่ยว่า “ก็ดี เช่นนั้น... ท่านก็พักผ่อนเสียเนิ่น ๆ เถิด”


นางลุกขึ้นยืน ทำท่าจะเดินกลับห้องนอน


เดินไปได้สองก้าวก็ชะงักหยุด คล้ายนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเดินย้อนกลับมา หยุดลงตรงหน้าลู่ฮั่วจิ่น


“ท่านรอสักครู่” นางเอ่ย แล้วรีบก้าวเท้าหายเข้าไปในห้องนอน


ลู่ฮั่วจิ่นมองตามหลังนางด้วยความฉงนใจ


ผ่านไปครู่เดียว อวิ๋นเฉียนเฉียนก็เดินออกมา ในมือถือสิ่งของชิ้นหนึ่งอยู่


นางเดินมาหยุดตรงหน้าลู่ฮั่วจิ่น ยัดสิ่งนั้นใส่ลงในมือเขาอย่างเร่งรีบ สายตากลับแอบมองไปทางอื่น


“สิ่งนี้... ให้ท่าน” น้ำเสียงของนางเบาหวิว


ลู่ฮั่วจิ่นก้มหน้าลงมอง พบว่าเป็นตระกร้าสำหรับใส่เครื่องเขียนไปเข้าสอบชิ้นใหม่เอี่ยม


สานจากเถาวัลย์เส้นเล็ก ฝีมือประณีต และแข็งแรงทนทาน หูหิ้วถูกขัดจนเรียบลื่น ด้านในบุด้วยผ้าสีฟ้าสะอาดตา


สิ่งที่พิเศษที่สุดคือ ตรงมุมที่ไม่สะดุดตาของตระกร้า มีการปักอักษรคำว่า “จิ่น” ตัวเล็ก ๆ ไว้ด้วยเส้นไหมสีเทาเงิน เข็มปักเนียนละเอียด หากไม่สังเกตดี ๆ แทบมองไม่เห็นเลย


ลู่ฮั่วจิ่นประคองตระกร้าสอบไว้ แล้วมองหน้าอวิ๋นเฉียนเฉียน


นางเอียงหน้าไปข้างหนึ่ง แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องลงบนใบหน้านาง ใบหูเผยสีชมพูระเรื่อบางเบา


“อันเก่า... ดูไม่ได้ความ” น้ำเสียงของอวิ๋นเฉียนเฉียนเบาลงอีก คล้ายกำลังอธิบาย “อันนี้ ข้า... ข้าให้สาวใช้ไปซื้อมา”


ลู่ฮั่วจิ่นลูบไล้หูหิ้วอันเรียบลื่นของตระกร้า แล้วมองดูอักษร “จิ่น” ตัวเล็ก ๆ นั้น ทันใดนั้นก็คลี่ยิ้มออกมา


“ภรรยาเลือกสรรด้วยตนเองเลยหรือ?” เขาถาม ด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าแฝงความเข้าใจ


อวิ๋นเฉียนเฉียนหันขวับกลับมา “ใครเลือกด้วยตนเองกัน! บอกแล้วไงว่าสาวใช้ไปซื้อมา!”


“โอ้” ลู่ฮั่วจิ่นพยักหน้ารับ ลากเสียงยาว “สาวใช้ซื้อมา เช่นนั้นสาวใช้ผู้นี้สายตาดีจริง ๆ ฝีมือปักก็ประณีต เลือกวัสดุก็ชั้นเลิศ ดีกว่าตระกร้าไม้ไผ่ผุ ๆ ของข้าตั้งเยอะ”


ใบหน้าของอวิ๋นเฉียนเฉียนยิ่งแดงก่ำขึ้น ถลึงตาใส่เขา “ท่าน... ท่านจะใช้หรือไม่ใช้? ไม่ใช้ก็เอาคืนมา!”


“ใช้สิ ต้องใช้สิ” ลู่ฮั่วจิ่นโอบตระกร้าสอบไว้ในอ้อมอก สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง “ขอบใจนะภรรยา ข้าจะใช้มัน ไปสอบเอาคะแนนดี ๆ กลับมาให้ได้”


อวิ๋นเฉียนเฉียนมองดูท่าทางจริงจังของเขา ความเขินอายเมื่อครู่ค่อย ๆ มลายหายไป แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกอ่อนโยน และซับซ้อนชนิดหนึ่ง


นางเบือนหน้าหนี ส่งเสียง “อืม” เบา ๆ คำหนึ่ง แล้วรีบก้าวเท้าเดินกลับเข้าห้องนอน ปิดประตูลงทันที


ลู่ฮั่วจิ่นนั่งอยู่ใต้เฉลียง มองดูตระกร้าสอบใบใหม่ในอ้อมอก นิ้วมือลูบผ่านอักษร “จิ่น” ตัวเล็ก ๆ นั้นอีกครั้ง


นับตั้งแต่ข้ามภพมาจนถึงตอนนี้ เขาสวมบทบาทเป็นเขยแต่งเข้าที่ “ถูกบังคับให้ทำหน้าที่” มาโดยตลอด ทว่าในยามนี้ สิ่งของชิ้นเล็ก ๆ ที่เปี่ยมไปด้วยน้ำใจชิ้นนี้ กลับทำให้เขาสัมผัสได้อย่างแท้จริงว่า ตัวเขาเองกำลังถูกสถานะนี้ และผู้คนที่เกี่ยวข้องกับสถานะนี้ ค่อย ๆ ยอมรับ และหลอมรวมเข้าไว้ด้วยกัน


วันถัดมา ณ สำนักศึกษาประจำเมือง


การสอบรอบสองมีขนาดเล็กกว่าการสอบฝูซื่อมาก คัดเลือกเพียงผู้เข้าสอบร้อยอันดับแรกเท่านั้น มารวมตัวกันที่ลานว่างหน้าอาคารหมิงหลุนตัง


แม้นจำนวนคนจะลดลง ทว่าบรรยากาศกลับยิ่งเครียดเกร็งขึ้น


ผู้ที่สามารถก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ย่อมพอจะมีวิชาความรู้ติดตัวอยู่บ้าง การแข่งขันระหว่างกันจึงยิ่งเข้มข้นรุนแรงขึ้น


ลู่ฮั่วจิ่นถือตระกร้าสอบเถาวัลย์เส้นเล็กใบใหม่เอี่ยม ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน ดูโดดเด่นสะดุดตาอยู่บ้าง


ใบหน้าของเขาสงบเยือกเย็น ไม่ใส่ใจต่อสายตาหลากหลายคู่ที่ส่งมาจากรอบทิศ


ยามรอคอยเข้าสู่สนามสอบ บัณฑิตสำนักศึกษาประจำเมืองสองสามคนสวมเสื้อผ้าหรูหรา เนื้อผ้าดีกว่าผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัด มารวมตัวกันอยู่ใต้ต้นไม้ที่ไม่ไกลนัก หัวเราะพูดยอกเย้ากันอย่างไม่เกรงใจใคร


เสียงไม่เบา และไม่ดังจนเกินไป พอดีให้ผู้คนที่อยู่รอบข้างได้ยินอย่างชัดเจน


บัณฑิตสบัดพัดคนหนึ่งเอ่ยขึ้น “ไอ้หยา ยุคสมัยนี้เปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ เกาะผู้หญิงกินก็ยังยืดอกกินได้อย่างภาคภูมิ วางท่าใหญ่โตเสียจริง”


อีกคนรีบรับคำทันที ด้วยน้ำเสียงเกินจริง “ยิ่งกว่าวางท่าเสียอีก! ข้าได้ยินมาว่า มีคนอาศัยเงินทองของบ้านภรรยา ถึงขั้นไปยืนถกข้อกฎหมายตรงประตูเมือง พูดจาข่มเจ้าหน้าที่เฝ้าประตูจนพูดไม่ออก ฮึฮึ”


คนที่สามปรายสายตามองมาทางลู่ฮั่วจิ่น น้ำเสียงดังขึ้นอีกนิด “อาศัยแค่เงินทองเสียที่ไหน? ข้าเห็นตระกร้าสอบนั่นยังใหม่เอี่ยมอ่อง สงสัยคงใช้เงินสินเดิมของภรรยาช่วยเจียดซื้อให้กระมัง? เรียนหนังสือจนถึงขั้นนี้ ก็นับว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดเรื่องหนึ่งแล้ว”


พูดจบ ทั้งสามคนก็ขยิบตาให้กัน พลางส่งเสียงหัวเราะเยาะเบา ๆ


ผู้เข้าสอบรอบข้างหลายคนได้ยินเช่นนั้น บางคนแสดงสีหน้าเข้าใจกันดี บางคนขมวดคิ้ว และบางคนก็ทำตัวไม่เกี่ยวข้อง


สวี่จื่อเชียนยืนอยู่อีกด้านที่ไกลออกไปเล็กน้อย เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน


เขาทะนงตนไว้สูง ย่องมองลู่ฮั่วจิ่นเป็นคู่แข่งคนสำคัญในการสอบครั้งนี้ ทว่าการนำเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นมาหัวเราะเยาะต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ เขารู้สึกว่าต่ำช้าเกินไป เสียกิริยาของผู้มีวิชาความรู้


ย่อมแน่นอนว่า ลู่ฮั่วจิ่นเองก็ยินได้ชัดเจนเช่นกัน


นอกจากเขาจะไม่โมโหหรือขัดเขินแล้ว ตรงกันข้าม กลับเผยรอยยิ้มออกมาบนใบหน้า ถือตระกร้าสอบใบใหม่สะดุดตาใบนั้น แล้วก้าวเท้าเดินเข้าไปหาอย่างไม่เร่งไม่รีบ


บัณฑิตสามสี่คนนั้นเห็นเขาเดินเข้ามา ก็หยุดการหัวเราะเยาะ กอดอกทำท่ารอชมเรื่องสนุก


ลู่ฮั่วจิ่นเดินมาหยุดตรงหน้าพวกเขากวาดสายตามองทั้งสามคน พลางเอ่ยยิ้ม ๆ ว่า “วาจาที่สหายทั้งหลายกล่าวเมื่อครู่นี้ ถือว่ามีเหตุผลยิ่งนัก”


พวกเขาทั้งสามคนตะลึงงันไป นึกไม่ถึงว่าเขาเดินเข้ามาเพื่อเห็นด้วยกับพวกเขา


ลู่ฮั่วจิ่นเอ่ยต่อ ด้วยน้ำเสียงจริงใจ “การเกาะผู้หญิงกินนั้น อร่อยจริง ๆ ประหยัดแรงประหยัดใจ รสชาติก็ไม่เลว”


บัณฑิตสามสี่คนสบตากันไปมา


ลู่ฮั่วจิ่นเปลี่ยนน้ำเสียง ย้อนหัวพลางถอนหายใจอย่างเสียดาย “ทว่านะ เกาะผู้หญิงกินแล้วยืดอกกินได้อย่างภาคภูมิ ถึงจะแสดงให้เห็นถึงฝีมือแท้จริง หากสหายทั้งหลายมีโอกาส” สายตาของเขากวาดมองเสื้อผ้าหรูหรา และใบหน้าเสแสร้งสง่างามของพวกเขา “ก็ลองทำดูบ้างสิ เพียงแต่กลัวว่า...” เขาสั่นหัวอีกครั้ง ไม่ได้พูดต่อให้จบ ถือตระกร้าสอบแล้วหมุนตัวเดินจากไปอย่างสง่างาม เพื่อไปหาที่นั่งของตนเอง


บัณฑิตสามสี่คนนั้นยืนตะลึงงันอยู่กับที่ ใบหน้าเดี๋ยวแดงเดี๋ยวขาว


คำพูดของลู่ฮั่วจิ่นประโยคนี้ นอกเหนือจากยอมรับสภาพ “เกาะผู้หญิงกิน” ของตนเองอย่างผ่าเผยแล้ว ยังแอบแขวะพวกเขากลับว่า แม้แต่การเกาะผู้หญิงกินเช่นนี้ พวกเขายังไม่มีโอกาสได้กิน หรือต่อให้ได้กิน ก็ไม่มีทางกินได้อย่างวางท่าใหญ่โตเท่าเขา


ฝีปากพิษดุร้าย ทว่ากลับหาข้อผิดพลาดมาโต้แย้งไม่ได้ จะให้ออกปากเอ่ยว่า “ข้าก็อยากเกาะผู้หญิงกินเหมือนกัน” ก็คงไม่ใช่เรื่อง


ผู้คนที่อยู่รอบข้างหลุดเสียงหัวเราะเบา ๆ ออกมาอย่างอดไม่อยู่


บางคนรู้สึกว่าการรับมือของลู่ฮั่วจิ่นช่างแยบยลยิ่งนัก บางคนกลับรู้สึกว่าเขยแต่งเข้าผู้นี้หนาหน้ายิ่งนัก ทว่าไม่ว่าอย่างไร บัณฑิตสามสี่คนหาเรื่องพวกนั้นก็จ๋อยไปโดยสิ้นเชิง แอบหลบไปอยู่อีกด้านอย่างเหงาหงอย


สวี่จื่อเชียนที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ มุมปากก็อดไม่ได้ที่จะโค้งขึ้นน้อย ๆ


การรับมือของคนผู้นี้ ช่างเกินความคาดหมายของผู้อื่นเสมอ แตกต่างจากความงมงายหรือความดุร้ายของบัณฑิตทั่วไปโดยสิ้นเชิง


เมื่อถึงเวลา ผู้เข้าสอบก็ทยอยเดินเข้าสู่สนามสอบตามลำดับ


การสอบรอบสองมีเพียงรอบเดียว ทว่าใช้เวลานานกว่า


เมื่อข้อสอบถูกแจกจ่ายลงมา พบว่าเป็นโจทย์อธิบายความหมายของคัมภีร์ที่ค่อนข้างตื้นลึกหนาบาง และหาอ่านได้ยากยิ่ง ซึ่งมาจากบทหนึ่งในซ่างซูที่น้อยคนนักจะใส่ใจ โดยต้องนำคำอันไพเราะ และซับซ้อนสี่ห้าประโยคในนั้น มาอธิบายขยายความถึงคุณธรรมอันยิ่งใหญ่


ทันทีที่โจทย์ปรากฏ เสียงสูดหายใจลึก และเสียงพลิกกระดาษอย่างกระวนกระวายก็ดังระงมไปทั่วสนามสอบ


ผู้เข้าสอบหลายคนจ้องมองโจทย์ ขมวดคิ้วแน่น ครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง จนปัญญาจะลงพู่กันเขียน


ลู่ฮั่วจิ่นมองดูโจทย์ แล้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง


โจทย์ข้อนี้ สำหรับบัณฑิตในยุคสมัยนี้อาจจะดูยาก และลึกซึ้ง ทว่าสำหรับเขาผู้ได้รับการฝึกฝนทางวิชาการยุคใหม่มา ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ไร้ทางออก


เขาไม่ได้คิดจะไปแกะคำต่อคำ หรือนำเอาคำอธิบายของคนรุ่นก่อนมาใส่ไว้อย่างแข็งกระด้าง


เขาจรดพู่กันจุ่มหมึก เริ่มเรียบเรียงความคิด


เขาตั้งใจจะใช้วิธีการตรวจสอบทางประวัติศาสตร์ที่ตนเองถนัด เริ่มจากทำความเข้าใจถึงภูมิหลัง และบริบทที่ประโยคนี้ปรากฏขึ้นมาเสียก่อน จากนั้นจึงนำเอามุมมองทางสังคมวิทยาเข้ามาจับ นำเอาความคิดเรื่องการปกครอง และแนวคิดเรื่องชนชั้นที่แฝงอยู่ในนั้น มาเชื่อมโยงกับความเป็นจริงของสังคมแคว้นต้าเซี่ยในปัจจุบันอย่างแนบเนียน และมีเหตุผล


นี่ไม่ใช่การท่องจำ แต่เป็นการสร้างกรอบการตีความที่มีตรรกะสอดคล้องกัน และมีความแปลกใหม่


เขาเขียนไม่ได้เร็วมากนัก แต่ลงพู่กันได้อย่างมั่นคง ความคิดแจ่มชัด


บางครั้งที่หยุดชะงัก ก็เพื่อไตร่ตรองการใช้คำ ให้เน้นย้ำถึงจุดสำคัญ ทว่าต้องไม่ประหลาดพิสดารจนเกินไป


เขียนไปได้ครึ่งหนึ่ง เขาเคยชินกับการนำพู่กันไปปัดตรงขอบจานฝนหมึก สายตาปรายไปมองตระกร้าสอบเถาวัลย์ใบใหม่ที่วางอยู่ข้างโต๊ะโดยไม่ตั้งใจ


ตระกร้าสอบวางไว้อย่างเงียบสงบตรงนั้น อักษรคำว่า “จิ่น” ตัวเล็ก ๆ ตรงมุม แสงสว่างอันสลัวในสนามสอบทำให้มันปรากฏขึ้นแวบ ๆ


ปลายพู่กันของลู่ฮั่วจิ่นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะถอนสายตากลับมา แล้วตั้งสมาธิกับกระดาษคำตอบตรงหน้าอีกครั้ง


เขาจุ่มหมึก แล้วเขียนข้อความที่สมบูรณ์อยู่ในหัว ลงบนกระดาษทีละตัวอักษรอย่างชัดเจน


ภายในสนามสอบ มีเพียงเสียงพู่กันลากผ่านกระดาษดังซ่า ๆ และเสียงไอที่พยายามกดไว้เป็นครั้งคราว


เวลาค่อย ๆ ล่วงเลยไป


ในที่สุด ลู่ฮั่วจิ่นก็เขียนตัวอักษรตัวสุดท้ายเสร็จสิ้น


เขาเก็บบรรจงวางพู่กันลง แล้วตรวจทานกระดาษคำตอบตั้งแต่ต้นจนจบอีกครั้ง เมื่อยืนยันว่าถูกต้องไร้ข้อผิดพลาด จึงวางพู่กันลงบนแท่นวางพู่กัน


เขาไม่ได้รีบร้อนส่งกระดาษคำตอบ แต่นั่งรอคอยเวลาสิ้นสุดลงอย่างเงียบสงบ


สายตาของเขา ตกอยู่ที่ตระกร้าสอบใบนั้นอีกครั้ง


ลวดลายเถาวัลย์อันประณีตของตระกร้าสอบ สะท้อนแสงเงาออกมาอย่างนุ่มนวล


เสียงระฆังหมดเวลาสอบดังขึ้น


ผู้เข้าสอบทยอยกันลุกขึ้นยืน ส่งกระดาษคำตอบ แล้วเดินออกจากสนามสอบด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายหรือเคร่งเครียด


ลู่ฮั่วจิ่นเก็บรวบรวมพู่กัน และแท่นหมึก ใส่คืนลงในตระกร้าสอบใบใหม่เอี่ยมทีละชิ้น


เขาถือตระกร้าสอบ แล้วเดินออกจากประตูใหญ่ของสำนักศึกษาประจำเมืองไปพร้อมกับฝูงชนอย่างสงบเยือกเย็น


ภายนอกประตูเป็นเวลาบ่ายแล้ว แสงแดดกำลังเจิดจ้าพอดี


เขายืนอยู่บนบันไดหิน ย่านตาลงเล็กน้อยเพื่อปรับสายตาให้คุ้นชินกับแสง


ไม่ได้หันกลับไปมองสำนักศึกษาเบื้องหลังอีก


เขาถือตระกร้าสอบใบนั้น ค่อย ๆ เดินลงจากบันไดหิน หลอมรวมเข้ากับฝูงชนบนท้องถนน


ข่าวคราว วิ่งได้เร็วกว่าก้าวเท้าของเขายิ่งนัก


คอมเมนต์จากนักอ่าน (0)

เข้าสู่ระบบเพื่อคอมเมนต์

ยังไม่มีคอมเมนต์