บทที่ 14 เทียบเชิญการสอบมณฑล
บทที่ 14 เทียบเชิญการสอบมณฑล
เช้าวันถัดมา ลู่ฮั่วจิ่นเพิ่งจะรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ณ เรือนทิงจู๋ พ่อบ้านฝูก็รีบร้อนเดินทางมาถึง
“ท่านเขย คนจากสถานศึกษาอำเภอมาขอรับ”
ลู่ฮั่วจิ่นช้อนสายตาขึ้นมอง “มีเรื่องอันใด?”
พ่อบ้านฝูยื่นเทียบเชิญฉบับหนึ่งให้ ซึ่งเป็นกุมารรับใช้ข้างกายของอาจารย์จ้าวเป็นผู้นำมาส่ง
บนเทียบเชิญเขียนไว้เพียงไม่กี่คำ บ่ายวันนี้ ณ ศาลามิ่งหลุน มีการบรรยายคัมภีร์ และจริยธรรม หากมีเวลาว่าง สามารถมาร่วมฟังได้
ตราประทับท้ายกระดาษคือตราส่วนตัวของอาจารย์จ้าว
ลู่ฮั่วจิ่นเก็บเทียบเชิญไว้อย่างเรียบร้อย ในใจก็เข้าใจเจตนาได้ทันที
ในวันที่ประกาศผลการสอบอำเภอ อาจารย์จ้าวได้ออกมารับประกันตัวเขาต่อหน้าสาธารณชน แม้คำพูดจะไม่มาก แต่ทว่าน้ำหนักกลับหนักแน่นยิ่งนัก
ยามนี้ยังเชิญเขาไปร่วมฟังการบรรยาย ความตั้งใจที่จะส่งเสริมสนับสนุนนี้ ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด
“ไปบอกคนที่มาส่งว่า บ่ายนี้ข้าจะไปตามนัด”
พ่อบ้านฝูน้อมรับคำแล้วถอยออกไป
เสี่ยวจู๋ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ดวงตาพลันเป็นประกาย “ท่านเขยจะไปสถานศึกษาอำเภอหรือเจ้าคะ? ได้ยินว่าบทเรียนของอาจารย์จ้าว แม้แต่บรรดาซิวไฉจำนวนมากยังแย่งกันเข้าฟังไม่ได้เลยนะเจ้าคะ!”
ลู่ฮั่วจิ่นมิได้ใส่ใจนาง ยันตัวลุกขึ้นเดินกลับเข้าห้องหนังสือ
เขาหยิบเอาหนังสือ รวมบทความตัวอย่างการสอบมณฑลปีก่อน ๆ ลงมาจากชั้นวาง เปิดไปยังหน้าที่เสียบเครื่องหมายไว้ แล้วตั้งหน้าตั้งตาอ่านต่อ
บ่ายวันนั้น แสงแดดส่องสว่างร้อนแรง
ลู่ฮั่วจิ่นเปลี่ยนเป็นชุดคลุมสีเขียวไข่กาที่สะอาดสะอ้าน แล้วก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไปยังสถานศึกษาอำเภอ
สถานศึกษาอำเภอหลินอันตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง มีพื้นที่กว้างขวาง กำแพงสีแดงกระเบื้องสีเทา หน้าประตูมีเสาธงสองต้นตั้งผงาด บนนั้นแขวนป้ายอักษรเขียนไว้ว่า “สถานศึกษาอำเภอหลินอัน”
บนบันไดหินหน้าประตู บรรดาบัณฑิตที่สวมชุดคอเสื้อสีเขียวสองสามคนกำลังยืนจับกลุ่มพูดคุยกันเสียงเบา พอเห็นลู่ฮั่วจิ่นเดินเข้ามา สายตาต่างก็พากันจับจ้องมาที่เขา
มีคนจำเขาได้แล้ว
“นั่นคือเขยแต่งเข้าบ้านที่สอบได้อันดับหนึ่งคนนั้นนี่”
“ชูว์... เบาเสียงหน่อย”
“วันนี้อาจารย์จ้าวบรรยายบทเรียน เขามาทำอะไรกัน?”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นอย่างแผ่วเบา แต่ลู่ฮั่วจิ่นกลับได้ยินอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ
สีหน้าของเขาสงบนิ่งราวกับปกติ ก้าวเท้าตรงไปยังศาลามิ่งหลุน
ภายในศาลา มีผู้คนนั่งอยู่ก่อนแล้วจำนวนไม่น้อย ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนทุนราชการ และนักเรียนสำรองของสถานศึกษา ทั้งยังมีนักเรียนสมทบปะปนอยู่นั่งเกาะกลุ่มที่แถวหลังอีกสองสามคน
ลู่ฮั่วจิ่นกวาดสายตามองรอบหนึ่ง แล้วเลือกที่นั่งตรงมุมด้านหลัง
บัณฑิตข้างกายปรายสายตามองเขา คล้ายอยากจะเอ่ยสิ่งใด แต่สุดท้ายก็ทำเพียงขยับตัวออกห่างจากเขาเล็กน้อย
ลู่ฮั่วจิ่นมิได้ใส่ใจ
เพียงไม่นาน อาจารย์จ้าวก็เดินเข้ามารูปแบบประตูข้าง
ปีนี้เขาอายุเลยหกสิบแล้ว หนวดเค้า และผมขาวโพน แต่ทว่ากระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวา ดวงตาทั้งคู่ยังคงสว่างไสวมีอำนาจ
เขาสวมชุดขุนนางสีเขียวที่ซักจนสีเริ่มเก่า รูปร่างผอมสูง แต่กลับแฝงไปด้วยรัศมีอันน่าเกรงขามโดยไม่ต้องแสดงความโกรธา
ภายในศาลามิ่งหลุนพลันเงียบสงบลงทันที
อาจารย์จ้าวนั่งลงหลังโต๊ะบรรยาย สายตากวาดมองผู้คนในศาลา ก่อนจะมาหยุดลงที่ลู่ฮั่วจิ่น พยักหน้าเบา ๆ ถือเป็นการทักทาย
จากนั้น เขาก็เริ่มเปิดฉากการบรรยาย
วันนี้บทที่บรรยายคือ “การปกครองด้วยคุณธรรม อุปมาเหมือนดาวเหนือ อยู่ ณ ตำแหน่งเดิม โดยมีดวงดาวทั้งหลายล้อมรอบ” จากคัมภีร์ หนานหยู
การบรรยายของอาจารย์จ้าว สมคำเล่าลือจริง ๆ ที่อ้างอิงตำรา และข้อเท็จจริงอย่างกว้างขวาง มิได้ยึดติดอยู่กับคำอธิบายอันคับแคบ และตายตัว
เขาเริ่มต้นด้วยการอธิบายความหมายของเฉิง และจูอย่างคร่าว ๆ จากนั้นจึงขยายความต่อ เล่าถึงความสำเร็จ และข้อผิดพลาดของการปกครองแผ่นดินในทุกยุคทุกสมัย ไปจนถึงนโยบายการปกครองของราชสำนักในปัจจุบัน แล้วขยายความไปถึงเรื่องเกษตรกรรม การขนส่งทางน้ำ ไปจนถึงการบริหารข้าราชการ และการป้องกันชายแดน
ประโยคคัมภีร์เพียงประโยคเดียว ยามออกจากปากของเขา กลับเชื่อมโยงเข้ากับเรื่องราวใหญ่โตของแผ่นดินได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล
ลู่ฮั่วจิ่นฟังอย่างจดจ่อตั้งใจ
วิชาความรู้ของอาจารย์จ้าว ลึกล้ำยิ่งกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้เสียอีก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุมมองต่อเรื่องราวในยุคสมัย มิได้งมงาย และมิได้เลื่อนลอย หากแต่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งการปฏิบัตินำไปใช้ได้จริง
สิ่งนี้ ในหมู่ปัญญาชนแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย ถือเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ยากยิ่งนัก
การบรรยายดำเนินไปเกือบหนึ่งชั่วยาม
ยามเมื่อถึงเวลาเลิก อาจารย์จ้าวก็พลันเอ่ยขึ้นว่า “ลู่ฮั่วจิ่น อยู่ต่อสักครู่”
สายตาของทุกคนในศาลาพุ่งตรงมายังลู่ฮั่วจิ่นพร้อมกัน มีทั้งความประหลาดใจ ความสงสัยอยากรู้ และความรู้สึกที่ยากจะอธิบายปะปนอยู่
ลู่ฮั่วจิ่นลุกขึ้น ย่างเท้าไปยังหน้าโต๊ะบรรยาย แล้วโค้งกายคารวะอย่างนอบน้อม
อาจารย์จ้าวโบกมือ เป็นสัญญาณบอกว่าไม่จำเป็นต้องมากพิธี
“เนื้อหาที่บรรยายเมื่อครู่ เจ้ามีความเคลือบแคลงสงสัยตรงจุดใดหรือไม่?”
ลู่ฮั่วจิ่นครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “อาจารย์บรรยายถึงเรื่อง การปกครองด้วยคุณธรรม โดยอ้างอิง กวนจื่อ ที่ว่า คลังเสบียงอุดมสมบูรณ์จึงรู้กิริยามารยาท มาเป็นหลักฐาน ศิษย์เห็นพ้องด้วยยิ่งนัก ทว่ามีอยู่จุดหนึ่ง ศิษย์อาจหาญขอชี้แนะขอรับ”
“พูดมา”
“อาจารย์เอ่ยว่า รากฐานของการปกครองด้วยคุณธรรม อยู่ที่การสั่งสอนอบรม แต่ศิษย์เห็นว่า ก่อนจะสั่งสอนอบรม ควรจะต้องทำให้ราษฎรสงบสุขเสียก่อน เมื่อราษฎรมีเสื้อผ้า และอาหารอิ่มท้อง กิริยามารยาท และความถูกต้องจึงจะเจริญรุ่งเรือง หากทำผิดลำดับขั้นตอน เอาแต่เอ่ยปากพูดเรื่องการสั่งสอนอบรมโดยไร้เนื้อหา เกรงว่าจะยากที่จะเห็นผลจริงขอรับ”
อาจารย์จ้าวได้ยินดังนั้น คิ้วพลันเลิกขึ้นเล็กน้อย สายตาแฝงไปด้วยการพินิจพิจารณาเพิ่มขึ้นหลายส่วน
“คำพูดพวกนี้ของเจ้า ได้มาจากที่ใด?”
ลู่ฮั่วจิ่นตอบว่า “ศิษย์อ่านหนังสือในยามปกติ พลันขบคิดขึ้นมาได้เองขอรับ”
อาจารย์จ้าวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพลันหัวเราะออกมา
“ช่างเป็นขบคิดขึ้นมาได้เองที่ดีแท้” เขายันตัวลุกขึ้นยืน เอามือไพล่หลังเดินไปมาในศาลาสองสามก้าว “คำพูดนี้ของเจ้า หากเป็นผู้อื่นพูดออกมา ข้าคงคิดว่าเป็นเพียงความโอหังของเยาวชน แต่บทความอภิปรายนโยบาย ในกระดาษคำตอบการสอบอำเภอของเจ้า ทั้งการตั้งหลักการที่แปลกใหม่ และมุมมองอันกว้างไกล ข้าตรวจกระดาษคำตอบมาสามสิบปี พบเห็นได้ไม่มากนัก”
เขาหยุดก้าวเท้า หันมามองลู่ฮั่วจิ่น “การสอบมณฑลใกล้เข้ามาแล้ว เจ้ารู้หรือไม่ว่าการสอบมณฑลกับการสอบอำะนั้น มีสิ่งใดที่ไม่เหมือนกัน?”
ลู่ฮั่วจิ่นเอ่ย “ศิษย์ยินดีรับฟังคำชี้แนะขอรับ”
อาจารย์จ้าวกล่าวว่า “การสอบอำเภอสอบวัดที่พื้นฐาน วัดที่ความสามารถในการท่องจำตำรา แต่การสอบมณฑลนั้นแตกต่างออกไป ผู้จัดสอบหลักคือตัวท่านนายอำเภอเมืองจี๋ฟู่ เอง สิ่งที่เขาต้องการเลือกคือคนที่สามารถทำงานได้จริง มิใช่พวกบัณฑิตตำราตายที่เอาแต่ท่องจำ”
เขาเดินมาหยุดลงตรงหน้าลู่ฮั่วจิ่น กดเสียงต่ำลงหลายส่วน “บทความการสอบมณฑล ให้ความสำคัญกับโครงสร้าง และงานที่ทำจริงมากกว่า หากเจ้ายังคงเอาแต่มองจ้องอยู่แค่บทคำสอนในคัมภีร์ วิสัยทัศน์ไม่กว้างไกลพอ ต่อให้มีความรู้ความสามารถ ก็ยากที่จะโดดเด่นออกมาได้”
ลู่ฮั่วจิ่นในใจพลันตระหนักแจ้ง โค้งกายเอ่ยว่า “คำสั่งสอนของอาจารย์ ศิษย์จะจดจำไว้ในใจขอรับ”
อาจารย์จ้าวพยักหน้า ก่อนจะกำชับเพิ่มเติมว่า “ช่วงสองสามวันนี้ เจ้าลองไปเสาะหาข้อสอบจริงของการสอบมณฑลในเมืองนี้ย้อนหลังสิบปีมาค้นคว้าดูให้ถี่ถ้วน แล้วนำเอาหนังสือแจ้งข่าวราชสำนัก ที่ออกในช่วงไม่กี่ปีมานี้มาอ่านให้ทะลุโปร่งแจ้ง โดยเฉพาะเรื่องเกษตรกรรม การขนส่งทางน้ำ และการป้องกันชายแดน ต้องกุมข้อมูลสำคัญเหล่านี้ไว้ในใจให้มั่น”
ลู่ฮั่วจิ่นน้อมรับคำสั่งทีละข้อ
อาจารย์จ้าวโบกมือ “ไปเถิด”
ลู่ฮั่วจิ่นโค้งกายคารวะอีกครั้ง แล้วหมุนตัวเดินจากไป
ก้าวออกจากประตูใหญ่ของสถานศึกษาอำเภอ ดวงอาทิตย์ก็เบี่ยงทิศลงทางตะวันตกแล้ว
เขาเดินอยู่บนถนน ในหัวขบคิดซ้ำไปซ้ำมาถึงคำพูดของอาจารย์จ้าว
การสอบมณฑลแตกต่างจากการสอบอำเภอ ให้ความสำคัญกับโครงสร้าง และงานที่ทำจริงมากกว่า
คำพูดนี้จี้เข้าตรงจุดสำคัญพอดี
ยามสอบอำเภอ เขาอาศัยคลังความรู้ และกระบวนการคิดเชิงตรรกะที่ก้าวล้ำยุคสมัย เข้าไปจู่โจมหัวข้อสอบอันคร่ำครึเหล่านั้น
ทว่าผู้จัดการสอบมณฑลคือท่านนายอำเภอเมือง สิ่งที่เขาต้องการเลือกคือบุคลากรที่สามารถทำงานได้จริง และแก้ไขปัญหาจริงได้ มิใช่ปัญญาชนที่เอาแต่พูดจาบนกระดาษ
สิ่งนี้หมายความว่า เพียงแค่วิชาความรู้อย่างเดียวนั้นยังไม่พอ
เขาต้องทำให้ผู้สอบคัดเลือกเห็นว่า ตัวเขา ลู่ฮั่วจิ่น มิได้มีเพียงวิชาความรู้เท่านั้น แต่ยังมีสติปัญญาในการปกครองบ้านเมืองอีกด้วย
ยามกลับมาถึงตระกูลหยุน แสงยันต์ก็ปกคลุมลงมาหนาแน่นแล้ว
เรือนทิงจู๋จุดโคมไฟสว่างไสว อวิ๋นเฉียนเฉียนนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือในห้อง กำลังเปิดอ่านสมุดบัญชีเล่มหนึ่งอยู่
เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา นางปรายสายตามองเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าอ่านบัญชีต่อ
“วันนี้ไปสถานศึกษาอำเภอมาหรือ?”
ลู่ฮั่วจิ่นนั่งลงฝั่งตรงข้ามส่งเสียง “อืม” คำหนึ่ง
“อาจารย์จ้าวเรียกท่านไปพูดสิ่งใด?”
ลู่ฮั่วจิ่นสรุปคำพูดของอาจารย์จ้าวให้นางฟังอย่างคร่าว ๆ
ฟังจบ อวิ๋นเฉียนเฉียนก็วางสมุดบัญชีในมือลง นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง
“หนังสือแจ้งข่าวราชสำนัก...” นางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยว่า “ร้านค้าธรรมดาไม่อาจเข้าถึงได้จริง แต่ร้านผ้าของหลงจู๊หวัง มีเส้นทางของพ่อค้าทางเหนือ ซึ่งใช้เส้นทางพาณิชย์ที่ได้รับอนุมัติเป็นพิเศษจากทางการ หากยอมช่วยเหลือ นำฉบับคัดลอกมาได้ ก็อาจจะเป็นไปได้”
ลู่ฮั่วจิ่นมองนาง “แล้วเรื่องข้อสอบปีก่อน ๆ กับบทความตัวอย่างเล่า?”
อวิ๋นเฉียนเฉียนกล่าวว่า “ร้านหนังสือโบ๋เวิน ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลินอัน เบื้องหลังคือกิจการของตระกูลท่านผู้ช่วยนายอำเภอเฉิน ในร้านมีรวบรวมหัวข้อสอบมณฑลปีก่อน ๆ และบทความตัวอย่างชั้นยอดไว้ แต่สิ่งเหล่านี้ ไม่เคยเปิดขายให้แก่คนนอก”
นางหยุดไปนิด คล้ายกำลังเรียบเรียงถ้อยคำ
“ข้า... อาจจะลองดูได้”
ลู่ฮั่วจิ่นมิได้ซักถามว่านางตั้งใจจะทำอย่างไร
ตระกูลหยุนดำเนินกิจการมานานหลายปี สายสัมพันธ์ทางการค้าซับซ้อนเกี่ยวพันกัน บางเรื่อง นางย่อมรู้ดีกว่าเขาว่าจะต้องจัดการอย่างไร
“การสอบมณฑลแตกต่างจากการสอบอำเภอ สิ่งที่ต้องเตรียมตัวมีมากกว่า” ลู่ฮั่วจิ่นเอ่ย “สิ่งที่ข้าต้องการมิใช่แค่หัวข้อสอบ แต่ยังรวมถึงข้อสอบจริงวิพากษ์นโยบายของการสอบมณฑลในเมืองนี้ และเมืองใกล้เคียงย้อนหลังสิบปี รวมถึงหนังสือแจ้งข่าวราชสำนักเกี่ยวกับนโยบายสำคัญด้านเกษตรกรรม และการขนส่งทางน้ำที่ราชสำนักประกาศใช้ในช่วงไม่กี่ปีมานี้”
อวิ๋นเฉียนเฉียนช้อนสายตาขึ้นมองเขา สายตาแฝงไปด้วยการพินิจพิจารณาเล็กน้อย
“สิ่งเหล่านี้ ต่อให้เป็นซิวไฉที่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ใช่ว่าจะหามาได้ง่าย ๆ”
“เพราะเหตุนี้ถึงต้องรบกวนฮูหยิน” ลู่ฮั่วจิ่นเอ่ยอย่างเปิดเผย
อวิ๋นเฉียนเฉียนจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง พลันถอนสายตากลับไป
“ในเมื่อท่านก้าวเข้าสู่กระดานเดินหมากแล้ว ข้าคงไม่อาจมองดูท่านพ่ายแพ้ได้” น้ำเสียงของนางเรียบเฉย ไม่อาจสัมผัสถึงอารมณ์ใด ๆ ได้มากนัก “ข้าเองก็พ่ายแพ้ไม่ได้เช่นกัน”
ลู่ฮั่วจิ่นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพลันเอ่ยขึ้นว่า “ฮูหยินใส่ใจถึงเพียงนี้ ลู่ผู้นี้จะซาบซึ้งไว้ในใจ หากการสอบมณฑลสามารถก้าวหน้าไปได้อีกขั้น สำหรับตระกูลหยุน และสำหรับฮูหยิน ย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่า”
นิ้วมือของอวิ๋นเฉียนเฉียนชะงักไปเล็กน้อย
นางมิได้ต่อความ ทำเพียงปิดสมุดบัญชีลง แล้วยันตัวลุกขึ้นเอ่ยว่า “ท่านพักผ่อนก่อนเถิด ข้าจะให้พ่อบ้านฝูไปสืบความดู”
กล่าวจบ นางก็หมุนตัวเดินออกจากห้องหนังสือไป ก้าวชาญรวดเร็วกว่ายามปกติเล็กน้อย
ลู่ฮั่วจิ่นมองดูแผ่นหลังของนางลับหายไปที่ประตู มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
คำว่า "ใส่ใจ" สองคำนี้นางมิได้ปฏิเสธ
นั่นก็เท่ากับว่ายอมรับแล้ว
หลายวันต่อมา ลู่ฮั่วจิ่นปิดประตูไม่ข้ามผ่านไปไหน ตั้งอกตั้งใจอ่านหนังสือที่มีอยู่ในมือ
ด้านอวิ๋นเฉียนเฉียน ข่าวคราวก็ส่งมาเป็นระยะ ๆ
หลงจู๊หวังรับปากจะช่วย แต่ต้องใช้เวลา
ส่วนทางร้านหนังสือโบ๋เวิน นางได้ไหว้วานสายสัมพันธ์ไปชั้นหนึ่ง ยามนี้กำลังรอคำตอบกลับมา
ลู่ฮั่วจิ่นมิได้รีบร้อน
การสอบมณฑลถูกกำหนดไว้ในเดือนสาม ยังเหลือเวลาอีกสองเดือนกว่า ๆ เวลาไม่อาจเรียกว่าเพียบพร้อม แต่ก็เพียงพอแล้ว
สิ่งที่เขาต้องการมิใช่การจุดธูปบนเท้าพระ หากแต่เป็นการเตรียมตัวอย่างเป็นระบบ
ยามเย็นของวันนี้ เสี่ยวจู๋ก็พลันวิ่งพรวดพราดเข้ามาจากด้านนอก ใบหน้าแฝงไปด้วยความตื่นเต้นที่ไม่อาจปิดบังได้
“ท่านเขย! ท่านเขย!”
ลู่ฮั่วจิ่นเงยหน้าขึ้นมาจากกองหนังสือ “มีเรื่องอันใด?”
เสี่ยวจู๋ใช้สองมือประคองห่อผ้าห่อหนึ่งไว้ หอบหายใจเอ่ยว่า “คุณหนูให้พ่อบ้านฝูนำมาส่ง บอกว่า... บอกว่าหามาได้แล้วเจ้าค่ะ!”
ลู่ฮั่วจิ่นรับเอาห่อผ้ามา คลี่ออกดู
ภายในเป็นกระดาษหนาเตอะกองหนึ่ง มีทั้งฉบับคัดลอกด้วยมือ มีทั้งฉบับตีพิมพ์ ขอบกระดาษมีความสึกหรอเล็กน้อย ชัดเจนว่าผ่านมือผู้คนมาไม่น้อย
แผ่นบนสุด เป็นกระดาษหัวแดงของว่าการเมือง ประทับตราทางการ หัวข้อเขียนไว้ว่า รวมหัวข้อสอบอภิปรายนโยบายการสอบมณฑลหลินอันปีก่อน ๆ
ด้านล่างยังมีฉบับคัดลอกหนังสือแจ้งข่าวราชสำนักอีกหลายแผ่น รอยหมึกยังคงสดใหม่ ชัดเจนว่าเพิ่งจะคัดลอกมาเมื่อไม่กี่วันมานี้
ลู่ฮั่วจิ่นเปิดดูทีละแผ่น สายตาค่อย ๆ สว่างไสวขึ้นมา
หัวข้อสอบครอบคลุมทั้งเรื่องเกษตรกรรม การขนส่งทางน้ำ การป้องกันชายแดน การบริหารข้าราชการ และอีกหลายด้าน บทความตัวอย่างก็ล้วนเป็นผลงานของผู้โดดเด่นในปีก่อน ๆ ทั้งสิ้น
สิ่งเหล่านี้ หากให้ตัวเขาไปเสาะหาเอง เกรงว่าครึ่งปีก็อาจจะยังรวบรวมได้ไม่ครบถ้วน
“คุณหนูบอกว่า...” เสี่ยวจู๋เอ่ยเสียงเบาอยู่ข้าง ๆ “สิ่งเหล่านี้ ทางหลงจู๊หวังต้องลำบากไปไม่น้อย ส่วนทางร้านหนังสือโบ๋เวินยิ่งต้องไหว้วานสายสัมพันธ์ไปหลายชั้น ให้ท่านเขยใช้ให้ดี อย่าได้ทำให้เสียความตั้งใจเจ้าค่ะ”
ลู่ฮั่วจิ่นรวบรวมเอกสารจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ วางไว้ ณ ตำแหน่งที่เด่นชัดที่สุดบนโต๊ะหนังสือ
“ไปบอกฮูหยินว่า ลู่ผู้นี้จะไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน”
เสี่ยวจู๋รับคำ ร่าเริงวิ่งออกไปอย่างมีความสุข
ดึกดื่นค่ำคืน
ภายในเรือนทิงจู๋เหลือเพียงเสียงไหววูบเบา ๆ ของแสงเทียน
ลู่ฮั่วจิ่นนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ เบื้องหน้าคลี่ออกด้วย รวมหัวข้อสอบอภิปรายนโยบายการสอบมณฑลหลินอันปีก่อน ๆ ฉบับนั้น
เขามิได้รีบร้อนลงพู่กัน ทำเพียงเปิดดูทีละหน้า ๆ จดจำคำสำคัญ จุดประสงค์ของการสอบ และมุมมองการตั้งหลักการของบทความตัวอย่างแต่ละหัวข้อไว้ในใจทีละข้อ ๆ
การสอบอำเภอคือศึกแห่งการตั้งหลัก ส่วนการสอบมณฑลคือจุดเริ่มต้นของการสร้างชื่อเสียง
กระดันเดินหมากตัวใหม่ได้คลี่ออกแล้ว ตัวหมากก็คือตัวเขาเอง ส่วนคู่ต่อสู้นั้น จะเป็นบรรดาผู้มีพรสวรรค์ และยอดฝูงชนทั่วทั้งเมืองหลินอัน หรือกระทั่งในระดับที่สูงส่งกว่านั้น
เขาต้องการชัยชนะที่งดงามยิ่งกว่านี้ เพื่อประคองรากฐานให้มั่นคง และเคาะเปิดประตูไปสู่โลกที่กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่าเดิม
นอกประตูมีเสียงก้าวเท้าแผ่วเบาดังขึ้น
จากนั้น ก็เป็นเสียงของอวิ๋นเฉียนเฉียน กั้นผ่านบานประตู เสียงฟังดูไม่ชัดเจนนัก
“ยังไม่นอนอีกหรือ?”
ลู่ฮั่วจิ่นเงยหน้าขึ้น มองไปทางประตู
“ยังขอรับ”
นอกประตูเงียบไปครู่หนึ่ง
“รีบนอนเสีย” น้ำเสียงของนางกลับคืนสู่ความเย็นชาตามปกติ “อย่าให้ร่างกายทรุดโทรมไป การสอบมณฑลยังไม่ทันเริ่ม คนกลับล้มลงเสียก่อน ไม่คุ้มค่า”
เสียงก้าวเท้าค่อย ๆ ห่างไกลออกไป
มุมปากของลู่ฮั่วจิ่นยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย แต่มิได้เอ่ยสิ่งใดตอบกลับ
เขาก้มหน้าลง อ่านเอกสารในมือต่อ
แสงเทียนไหววูบสองครั้ง ทอดเงาของเขาจนยาวเหยียดไปบนพื้น
การเดินหมากบนกระดานแห่งการสอบมณฑล เพิ่งจะวางตัวหมากตัวแรกลงไปเท่านั้น
