เกิดใหม่ชาตินี้ ฉันจะปั้นพวกพ้องให้เป็นเทพ!
บทที่ 4 วัตถุต้นกำเนิดชิ้นที่สอง
0

บทที่ 4 วัตถุต้นกำเนิดชิ้นที่สอง

บทที่ 4 วัตถุต้นกำเนิดชิ้นที่สอง

จางชิงเซียงลืมตาขึ้น ตอนนี้เกือบหกโมงเย็นแล้ว ท้องฟ้าเริ่มมืดลง

เขาขยับร่างกายเล็กน้อย เพื่อปรับตัวให้คุ้นเคยกับพลังที่เพิ่มขึ้นหลังเลื่อนระดับ จากนั้นรีบออกจากบ้านก่อนที่พ่อแม่จะกลับมา

“ยังต้องรวบรวม【วัตถุต้นกำเนิด】เพิ่มเติมอีก”

หลังจากผสาน【วัตถุต้นกำเนิด】ชิ้นแรกเพื่อปลุกสายอาชีพแล้ว ผู้ฝึกตนยังคงสามารถผสานวัตถุต้นกำเนิดชิ้นอื่นๆ ในสายอาชีพเดียวกันได้ต่อไป

ในชาติก่อนจนถึงตอนที่จางชิงเซียงสละชีพในสนามรบ ทั่วโลกยังไม่เคยมีกรณีที่ผสานวัตถุต้นกำเนิดต่างสายอาชีพสำเร็จมาก่อนเลย

ยิ่งผสาน【วัตถุต้นกำเนิด】มากเท่าไร ‘พรสวรรค์’ ในการฝึกตนก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

ผู้ฝึกตนที่มี【วัตถุต้นกำเนิด】หลายชิ้น ไม่เพียงความเร็วในการฝึกตนกับขอบเขตพลังสุดท้ายจะเหนือกว่าผู้ที่มี【วัตถุต้นกำเนิด】ชิ้นเดียวเท่านั้น แต่ยังมีโอกาสสูงมากที่จะหยั่งรู้ทักษะสายอาชีพได้มากกว่าอีกด้วย

แต่เรื่องนี้จำกัดเฉพาะวัตถุต้นกำเนิดที่ถือกำเนิดขึ้นตามธรรมชาติเท่านั้น

ในยุคหลัง สำนักความมั่นคงเร้นลับรวมถึงองค์กรประเภทเดียวกันในต่างประเทศ สามารถผลิตวัตถุต้นกำเนิดสายอาชีพขึ้นมาได้เป็นจำนวนมาก—แต่วัตถุต้นกำเนิดที่มนุษย์สร้างขึ้นเหล่านี้ทำได้เพียงใช้ปลุกสายอาชีพเท่านั้น ไม่สามารถเพิ่มพูนพรสวรรค์หรือช่วยกระตุ้นทักษะสายอาชีพเพิ่มเติมได้

พวก ‘เทวะแท้จริง’ หลายคนในอนาคต ล้วนผสานวัตถุต้นกำเนิดตามธรรมชาติในสายอาชีพเดียวกันไปมากกว่าสามชิ้นทั้งสิ้น

กระทั่งในชาติก่อน จางชิงเซียงเคยได้ยินข่าวลือมาว่า ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของโลกอย่างท่านกวนเสวียนไป๋ ได้ผสานวัตถุต้นกำเนิดตามธรรมชาติไปถึงหกชิ้น!

นับว่าเป็นสถิติที่สูงที่สุดในโลก

ผู้ฝึกตนทุกคนย่อมให้ความสนใจกับข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสายอาชีพของตนเอง

จางชิงเซียงก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

ดังนั้นการได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง จางชิงเซียงจึงจำที่มาของวัตถุต้นกำเนิดสายอาชีพ “เฉาเฟิ่ง” ทั้งหมดในเมืองหยวนได้อย่างแม่นยำ

ครึ่งชั่วโมงต่อมา จางชิงเซียงนั่งแท็กซี่มาถึงโรงรับจำนำแห่งหนึ่ง

“โรงรับจำนำต้าจิน”

ประตูใหญ่ปิดสนิทอยู่ตลอดเวลา แต่ประตูด้านข้างบานแคบๆ มักจะเปิดให้บริการจนดึกดื่น

ลูกค้ายิ่งมาดึกเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งยินดีต้อนรับมากเท่านั้น

เพราะนั่นแสดงว่าหมดหนทางแล้วจริงๆ และกำลังร้อนเงินอย่างหนัก

ทำให้สามารถกดราคาได้อย่างโหดเหี้ยม

โรงรับจำนำแห่งนี้จางชิงเซียงคุ้นเคยเป็นอย่างดี เจ้าของมีชื่อว่าตู้ต้าจิน

ในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ตู้ต้าจินจะกว้านซื้ออาคารที่โรงรับจำนำตั้งอยู่นี้ พร้อมกับปรับปรุงโรงรับจำนำใหม่จนหรูหราโอ่อ่า

ธุรกิจเติบโตใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นผู้นำในวงการโรงรับจำนำของเมืองหยวนตลอดจนทั่วทั้งมณฑลหลิงซี

ตู้ต้าจินเองก็มีสายอาชีพ “เฉาเฟิ่ง” เช่นกัน วัตถุต้นกำเนิดสายอาชีพของเขา ในเวลานี้แขวนอยู่หลังเคาน์เตอร์ของโรงรับจำนำเพื่อใช้เป็นของประดับ ซึ่งก็คือ “ตราชั่งซือหม่า”

นี่คือตราชั่งขนาดเล็กที่โรงรับจำนำสมัยโบราณใช้สำหรับชั่งทองคำ

บรรจุอยู่ในกล่องไม้พะยูงเก่าแกะสลักเป็นรูปผีผา แม้จะดูเก่าแก่แต่ก็ประณีตงดงาม

ระดับของวัตถุต้นกำเนิดสายอาชีพชิ้นนี้ไม่เลวเลย อยู่ในระดับสูสีคู่คี่กับ “ค้างคาวมงคลคาบเหรียญทอง” ของจางชิงเซียง

ในชาติก่อน ผู้ฝึกตนสายอาชีพเฉาเฟิ่งในเมืองหยวนมีอยู่ราวๆ ยี่สิบกว่าคน

หากให้เลือกคนที่จางชิงเซียงรังเกียจที่สุดออกมาสักคน ย่อมต้องเป็นตู้ต้าจินคนนี้อย่างแน่นอน

ในฐานะผู้ฝึกตน ตู้ต้าจินมีพรสวรรค์ระดับธรรมดา ไม่ขยันฝึกฝน ขอบเขตพลังจึงไม่สูงนัก

แม้แต่ในชาติก่อน หากต้องสู้กันตัวต่อตัว จางชิงเซียงมั่นใจถึงเจ็ดส่วนว่าจะสามารถเอาชนะเขาได้ภายในห้านาที

ตู้ต้าจินเป็นพวกประจบสอพลอกับเป็นเบ๊รับใช้

ในชาติก่อน เฉาเฟิ่งอันดับหนึ่งของเมืองหยวนมีชื่อว่าอันจี้จง

หลังจากก่อตั้ง ‘สมาคมเฉาเฟิ่ง’ ประจำเมืองหยวนขึ้นมา อันจี้จงก็ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมยาวนานถึงยี่สิบปีเต็ม

ส่วนตู้ต้าจินก็เป็นเลขาธิการสมาคมตลอดทั้งยี่สิบปีเช่นกัน

คอยรับใช้ประจบประแจง เลียแข้งเลียขา ปรนนิบัติอันจี้จงอย่างถึงอกถึงใจ อาศัยการคุ้มกะลาหัวของอันจี้จงใช้อุบายกรรโชกบีบบังคับกอบโกยทรัพย์สินจนสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้

เขาหาเงินโดยไม่เลือกวิธีการ เพื่อที่จะซื้อของโบราณประจำตระกูลของคนอื่นในราคาถูก เขาถึงกับวางแผนหลอกลวงอย่างไร้ความปรานีจนบีบให้ผู้อื่นต้องบ้านแตกสาแหรกขาด!

เรื่องพรรค์นี้ แค่ที่จางชิงเซียงรู้มาก็มีถึงสี่ครั้งแล้ว

ในยุคการบำเพ็ญเพียรถ้วนหน้า วัตถุโบราณไม่ได้เป็นเพียงแค่ของเก่าเก็บอีกต่อไป แต่มันมีโอกาสสูงมากที่จะเกิดการกลายพันธุ์ตื่นรู้ขึ้นมาในวันใดวันหนึ่ง กลายเป็น ‘วัตถุเร้นลับ’ หรือวัตถุต้นกำเนิด

ในชาติก่อน ตู้ต้าจินคอยขัดหูขัดตาจางชิงเซียงไปเสียทุกเรื่อง

เพราะจางชิงเซียงไม่ประจบสอพลอเขาเหมือนสมาชิกคนอื่นๆ ซ้ำยังฝึกฝนอย่างหนัก ตู้ต้าจินจึงคิดว่าจางชิงเซียงอาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อสถานะของอันจี้จงได้

ตู้ต้าจินใช้วิธีการสกปรกต่ำช้าสารพัดมากลั่นแกล้งจางชิงเซียง หวังจะบีบให้เขาถอนตัวออกจากสมาคมไปเอง

อีกทั้งยังเคยติดสินบนเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักความมั่นคงเร้นลับ เพื่อมอบหมายภารกิจที่มีระดับความอันตรายสูงกว่าปกติให้แก่จางชิงเซียง

สุนัขรับใช้ตัวนี้น่ารังเกียจยิ่งกว่าเจ้านายของมันเสียอีก

เวลานี้เป็นเวลาเลิกงานแล้ว

พนักงานตัวเล็กๆ สี่คนในโรงรับจำนำกลับไม่กล้ากลับบ้าน

ต้องทนอยู่จนถึงทุ่มกว่า ไฟตามท้องถนนเริ่มสว่างขึ้น

ตู้ต้าจินเดินออกมาจากด้านใน “เอาล่ะ เดี๋ยวฉันเฝ้าต่อเอง พวกแกรีบกลับไปเถอะ”

ทั้งสี่คนดีใจอย่างมาก กำลังประหลาดใจว่าทำไมเจ้าหน้าเลือดตู้ถึงเปลี่ยนนิสัยกะทันหัน แต่แล้วก็ได้ยินตู้ต้าจินพูดต่อว่า “วันเสาร์นี้ไปทำกิจกรรมกระชับมิตรบริษัท ทุกคนต้องไปห้ามขาดห้ามลา”

“ค่าเดินทางกับค่าอาหารจ่ายเอง คนละสองร้อย โอนเข้าวีแชตฉันด้วย”

ทั้งสี่คนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน โกรธแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร

เงินเดือนให้แค่สามสี่พัน ยังจะชอบอ้างกิจกรรมบริษัท ลากพวกเราไปอุดหนุนร้านเพื่อนของแก แล้วไถเงินกลับไปอีกตั้งหลายร้อย!

หลังจากไล่พนักงานกลับไปหมดแล้ว ตู้ต้าจินก็ฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี จากนั้นเอนกายลงนอนบนโซฟาในห้องทำงาน ใช้โทรศัพท์มือถือไถดูคลิปสาวๆ เต้นส่ายสะโพก

ทันใดนั้น ตู้ต้าจินรู้สึกคล้ายกับมีอะไรบางอย่างเคลื่อนผ่านข้างกายไป เขาลุกขึ้นมองสำรวจรอบๆ อย่างหวาดระแวง แต่ทั่วทั้งโรงรับจำนำกลับมีเพียงตัวเขาคนเดียว

พอนั่งลงแล้วเงยหน้าขึ้นมอง บริเวณที่เคยแขวนตราชั่งซือหม่าไว้กลับว่างเปล่าเสียแล้ว

ในความคิดของเขา ของสิ่งนั้นเป็นเพียงของเลียนแบบยุคหลัง แทบไม่มีราคาค่างวดอะไรเลย

แต่ในเวลานี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ตู้ต้าจินกลับรู้สึกใจหายวาบ คล้ายกับชีวิตของตนเองได้ขาดหายส่วนสำคัญไปชิ้นใหญ่…

…

ร้านขายของเล็กๆ บนเถาเป่า เปิดร้านโดยหลัวฟางเฉียว มีสินค้าเฉพาะทาง ด้านหนังสือเก่า

เมื่อครู่มีคนติดต่อมา สนใจตั๋วจำนำเก่าแก่ยุคสาธารณรัฐปึกหนึ่งในร้าน อีกฝ่ายยินดีมารับของด้วยตัวเอง ซ้ำยังให้ราคาอย่างเป็นธรรม

หลัวฟางเฉียวจึงนัดหมายกับอีกฝ่ายที่หน้าประตูห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน ครึ่งชั่วโมงต่อมา ชายหนุ่มท่าทางคล้ายนักศึกษาก็รีบเดินทางมาถึง

ทั้งสองยื่นหมูยื่นแมว จ่ายเงินรับของกันอย่างราบรื่นและสบายใจทั้งสองฝ่าย

…

เฒ่าจางออกแรงปั่นซาเล้งอย่างเหน็ดเหนื่อย กระบะท้ายเต็มไปด้วยเศษเหล็กที่เก็บมาได้ในวันนี้

พอใกล้จะถึงหน้าร้านรับซื้อของเก่า ก็ถูกคนหนุ่มคนหนึ่งขวางไว้ บอกว่าจะขอซื้อเศษเหล็กไปใช้เป็นวัสดุ

ทั้งสองตกลงราคากันเรียบร้อย เฒ่าจางขายเศษเหล็กทั้งคันให้เขา ได้เงินมากกว่าขายให้ร้านรับซื้อของเก่าถึงสองร้อย

หลังจากเฒ่าจางขนเศษเหล็กลงแล้วจากไป ชายหนุ่มคนนั้นกลับหยิบ ‘เชือกร้อยเหรียญทองแดงโบราณ’ ที่ขึ้นสนิมเขรอะออกมาจากกองเศษเหล็กเพียงชิ้นเดียว

…

ทางชานเมืองฝั่งตะวันตกมีร้านค้าสวัสดิการรัฐอยู่แห่งหนึ่ง เป็นร้านขายของชำที่มีของขายทุกอย่าง

ตอนนี้ร้านค้าประเภทนี้หาได้ยาก เคาน์เตอร์ยังคงทำจากปูนซีเมนต์

เวลาเกือบสี่ทุ่มแล้ว หวังเฟิ่งอิงกำลังดีดลูกคิดเช็กสต็อกสินค้าอยู่

มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาจากข้างนอก ตอนแรกตั้งใจจะมาซื้อเบียร์ไม่กี่ขวด บังเอิญเหลือบไปเห็นลูกคิดเข้า จึงบอกว่าตนเองเป็นคนรับซื้อของเก่า แล้วเจรจาตกลงราคาที่พึงพอใจทั้งสองฝ่ายกับหวังเฟิ่งอิง ซื้อลูกคิดโบราณพวงนั้นไป

…

วุ่นวายจนถึงเที่ยงคืนกว่า จางชิงเซียงรวบรวมวัตถุต้นกำเนิดสายอาชีพ【เฉาเฟิ่ง】มาได้ทั้งหมดแปดชิ้น

สาเหตุที่จางชิงเซียงต้องเร่งรีบขนาดนี้ เป็นเพราะวัตถุต้นกำเนิดสายอาชีพที่ตื่นขึ้นชุดแรก ส่วนใหญ่จะถูกผู้คนผสานพลังไปด้วยความบังเอิญภายในสามวัน หลังเกิดระลอกคลื่นวิญญาณซัดสาด

ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร วัตถุต้นกำเนิดที่ตื่นขึ้นตามธรรมชาติเช่นนี้ก็จะยิ่งหาได้ยาก ผู้ฝึกตนในยุคหลังส่วนใหญ่ล้วนต้องพึ่งพาวัตถุต้นกำเนิดสังเคราะห์ที่ทางการแจกจ่ายเพื่อปลุกพลัง

จางชิงเซียงหาโรงแรมแห่งหนึ่ง เปิดห้องเพื่อผสานวัตถุต้นกำเนิดเหล่านี้

ชิ้นแรกคือ “ตราชั่งซือหม่า”

ใช้เวลาเพียงยี่สิบนาที ก็ผสานพลังได้สำเร็จอย่างราบรื่น

ในภาพนิมิตของจางชิงเซียง โรงรับจำนำแห่งนั้น นอกจากจะมีป้าย “ค้างคาวมงคลคาบเหรียญทอง” หน้าร้านแล้ว ตรงเคาน์เตอร์ยังมีตราชั่งซือหม่าเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอัน

ด้วยพลังลึกลับของ “ตราชั่งซือหม่า” จางชิงเซียงได้สร้างวังวนพลังเพิ่มขึ้นอีกสามวง ตอนนี้ภายในร่างกายมีวังวนพลังอันแข็งแกร่งถึงหกชั้นเต็มเปี่ยม!

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งที่ได้รับมาซึ่งสำคัญอย่างมาก

ตอนที่จางชิงเซียงผสาน “ค้างคาวมงคลคาบเหรียญทอง” เขาได้ปลุกทักษะสำคัญแรกของสายอาชีพเฉาเฟิ่งอย่าง【พินิจสมบัติ】ขึ้นมา

เดิมทีคิดว่าหลังจากผสาน “ตราชั่งซือหม่า” แล้ว จะเป็นการเสริมพลังให้แก่ทักษะ【พินิจสมบัติ】

แต่กลับนึกไม่ถึงว่าจะเป็นการปลุกทักษะสายอาชีพที่สองขึ้น ซ้ำยังเป็นทักษะที่พบเห็นได้ยากมากในสายอาชีพเฉาเฟิ่ง กำหนดดุลยภาพ!

จางชิงเซียงศึกษารายละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเข้าใจความหมายของทักษะนี้ ใบหน้าพลันเผยความยินดีออกมาทันที “สุดยอดทักษะชัดๆ!”

ความแข็งแกร่ง ความอ่อนแอ ปริมาณมากน้อย หรือความซับซ้อนเรียบง่าย ทุกสิ่งล้วนขึ้นอยู่กับตนเอง ‘กำหนดดุลยภาพ’

ยกตัวอย่างเช่น การโจมตีของคู่ต่อสู้เดิมทีรุนแรงมาก แต่จางชิงเซียงสามารถใช้พลังของ【กำหนดดุลยภาพ】ตัดสินให้อีกฝ่าย “ขาดตกบกพร่อง” ได้

ตัดสินว่าการโจมตีของอีกฝ่ายไม่ได้รุนแรงขนาดนั้น

บั่นทอนพลังลงไปส่วนหนึ่ง

หรือหากการโจมตีของตนเองไม่ได้รุนแรงมาก ก็สามารถ ‘กำหนดดุลยภาพ’ ใหม่อีกครั้ง ตัดสินให้พลังโจมตีของตนเองทวีความรุนแรงขึ้นอีกหลายส่วน

อีกทั้งทักษะ【กำหนดดุลยภาพ】ไม่เพียงใช้กับการโจมตีได้เท่านั้น แต่ยังใช้กับการป้องกันได้ด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ไม่เพียงใช้ ‘กำหนดดุลยภาพ’ ให้แก่คู่ต่อสู้กับตนเองได้ ยังสามารถใช้ ‘กำหนดดุลยภาพ’ ให้แก่เพื่อนร่วมทีมได้อีกด้วย!

ในตอนนี้ที่เป็น【กำหนดดุลยภาพ】ขอบเขตที่หนึ่ง ขอบเขตการตัดสินสูงสุดอยู่ที่ 30% ซึ่งหมายความว่าสามารถเพิ่มหรือลดทอนได้สูงสุดถึง 30%

เมื่อทักษะพัฒนาขึ้น ค่าตัวเลขนี้ก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จางชิงเซียงพึงพอใจอย่างมาก พลางนึกถึงตู้ต้าจิน “ชาติก่อน เจ้าสวะนั่นหลังจากผสานตราชั่งซือหม่าไปแล้ว คงไม่ได้ปลุกทักษะนี้ขึ้นมาแน่ๆ”

“ไม่อย่างนั้น ต่อให้ตัวมันจะมีพรสวรรค์ย่ำแย่ ทั้งยังไม่ขยันฝึกฝนแค่ไหน พลังต่อสู้มันก็คงไม่กระจอกงอกง่อยถึงขนาดนั้น”

จากนั้น จางชิงเซียงก็หยิบ “ตั๋วจำนำ” ใบหนึ่งขึ้นมาประกบไว้ในฝ่ามือ แล้วเริ่มทำการผสานพลังต่อ

คอมเมนต์จากนักอ่าน (0)

เข้าสู่ระบบเพื่อคอมเมนต์

ยังไม่มีคอมเมนต์