บทที่ 11 เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรฉบับนำร่อง
บทที่ 11 เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรฉบับนำร่อง
จางชิงเซียงเคยคิดอยู่เหมือนกันว่า หลังจากพ่ออ่านคู่มือนี้จบ พอภารกิจเสร็จสิ้นจะหันมาสงสัยตนเองหรือไม่?
แน่นอนว่า ฉันไม่มีทางยอมรับอยู่แล้ว!
ถ้าถาม ฉันก็แค่บอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ
พ่อจะจับลูกชายแท้ๆ ของตัวเองมาแขวนทรมานเค้นความจริงได้ลงคอเชียวเหรอ?
จางรุ่ยเฉียนถอนหายใจยาว พลางกดเปิดลิงก์
เนื้อเรื่องไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย
เป็นยุคสมัยแห่งการบำเพ็ญเพียรถ้วนหน้า ตามซอกมุมต่างๆ ของเมืองล้วนซุกซ่อนภยันตรายลี้ลับที่ไม่มีใครล่วงรู้เอาไว้
ตัวเอกเป็นคนหนุ่มเลือดร้อนที่เพิ่งก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกตน พยายามสอบเข้าหน่วยงานพิเศษที่คล้ายคลึงกับกรมตำรวจ
ภารกิจแรกของทีมพวกเขา คือการตรวจสอบร้านปริศนาแห่งหนึ่ง ซึ่งเกิดคดีการเสียชีวิตอย่างลึกลับติดต่อกันถึงเจ็ดคดี
แต่ทันทีที่คนทั้งกลุ่มก้าวเข้าไปสำรวจในห้องปริศนา ก็ถูก ‘สิ่งเร้นลับ’ อันทรงพลังตัดขาดห้วงมิติ แล้วปิดล้อมขังเอาไว้
จากนั้น สมาชิกในทีมเริ่มเผชิญหน้ากับศัตรูอันทรงพลังสารพัดรูปแบบ ไม่นานก็บาดเจ็บล้มตายอย่างหนัก
แต่ตัวเอกกลับครอบครองทักษะลับที่ไม่มีใครล่วงรู้อย่าง ‘เนตรวิญญาณ’
ในช่วงเวลาคับขัน ตัวเอกเปิดใช้งาน ‘เนตรวิญญาณ’ จนมองทะลุความจริงได้ในที่สุด ว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นเพียงภาพลวงตา
มันคือภาพมายาที่ ‘แมลงปอผีหกตา’ ตัวหนึ่งสร้างขึ้น เพื่อหลอกล่อให้สมาชิกในทีมเข่นฆ่ากันเอง
ตัวเอกค้นหาตำแหน่งที่ซ่อนของแมลงปอผีหกตาจนพบแล้วสังหารมัน จากนั้นจึงปลุกเพื่อนร่วมทีมที่กำลังหลงวนอยู่ในภาพลวงตาให้ตื่นขึ้น ก่อนจะประคองพากันเดินออกจากห้องปริศนามิติวิญญาณ
“ธรรมดาสามัญสิ้นดี”
“น้ำเน่าไร้สาระ”
“อ่านแล้วแสบตาชะมัด”
จางรุ่ยเฉียนใช้นิ้วมือหนาเกาคางแกรกๆ หากไม่ได้ระบายออกมาคงอึดอัดใจแย่
แต่ชาเก๋ากี้บำรุงสุขภาพตรงหน้ายังคงส่งควันกรุ่นๆ ลอยอยู่เลย
“กินข้าวได้แล้วจ้า——”
เสียงของเยี่ยซูหมิ่นดังแว่วเข้ามา สองพ่อลูกต่างแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ฝีมือการทำอาหารของเยี่ยซูหมิ่นยอดเยี่ยมมากจริงๆ สองพ่อลูกจึงก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อยจนหมดเกลี้ยง
จางชิงเซียงกินจนท้องอิ่ม และรับหน้าที่ไปล้างจาน
หลังจากนั้นกระทั่งถึงเวลานอน จางรุ่ยเฉียนก็คอยหลบหน้าลูกชายมาตลอด ส่วนจางชิงเซียงก็ไม่ได้เอ่ยปากถามพ่อ ถึงความเห็นเกี่ยวกับ ‘ผลงาน’ ของตนเองเลยแม้แต่คำเดียว
รอจนกระทั่งถึงเวลาตีสอง เมื่อพ่อแม่หลับสนิทแล้ว จางชิงเซียงจึงย่องเข้าไปในห้องนอนของพ่อแม่อย่างเงียบเชียบ แล้ววางหยกกังหม่าวชิ้นนั้นลงบนมือของพ่อ
ผู้เป็นพ่อที่หลับสนิทกำมือแน่นตามสัญชาตญาณ
ไออุ่นจากฝ่ามือหนาใหญ่ของพ่อค่อยๆ แผ่ซึมสู่หยกกังหม่าว ทันใดนั้น มันก็เปล่งประกายแสงสีแดงเข้มละมุนตา ละลายกลายเป็นของเหลวหยกคล้ายหินลาวา
มันกลิ้งวนเวียนอยู่บนฝ่ามือของจางรุ่ยเฉียน แล้วค่อยๆ ซึมซาบเข้าสู่ร่างกายของเขาทีละชั้น
จางชิงเซียงถอยออกจากห้องอย่างเงียบกริบ พลางถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
เช้าวันรุ่งขึ้น จางชิงเซียงแอบย่องออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง
ข้าวเช้ายังไม่กล้ากินที่บ้านด้วยซ้ำ
การที่พ่อผสานวัตถุต้นกำเนิดสายอาชีพโดยไม่รู้ตัว ย่อมจะต้อง ‘ตั้งรับไม่ทัน’ กับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของร่างกายอย่างแน่นอน
จางชิงเซียงรู้ดีว่าจะต้องเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น แต่ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้
ในตอนเช้า เยี่ยซูหมิ่นตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย จางรุ่ยเฉียนที่อยู่ในผ้าห่มจึงเอ่ยถามอย่างเอาใจ “ที่รัก วันนี้อยากใส่ชุดไหน เดี๋ยวผมช่วยหยิบให้”
“กระโปรงสีม่วงตัวนั้นค่ะ”
จางรุ่ยเฉียนลุกขึ้นเดินไปข้างตู้เสื้อผ้าแล้วออกแรงดึงทีเดียว ตู้เสื้อผ้าล้มครืนลงมา
ทับคุณภรรยาสุดที่รักเข้าเต็มๆ
จางรุ่ยเฉียนยืนอึ้งตาค้าง ชายร่างยักษ์หนักสองร้อยจินถึงกับหัวเข่าอ่อนยวบ...
จางชิงเซียงไปเข้าเรียนตามปกติ ผู้คนบนท้องถนนยังคงเป็นเหล่าคนทำงานที่ก้าวเท้าเร่งรีบ
ทุกสิ่งดูเหมือนจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย
แต่จางชิงเซียงรู้ดีว่า อิทธิพลของยุคการบำเพ็ญเพียรถ้วนหน้าจะแทรกซึมเข้ามาอย่างรวดเร็วโดยไม่มีใครรู้ตัว และเมื่อผู้คนเริ่มสัมผัสได้ถึงการมาถึงของมัน ก็จะพบว่าระเบียบแบบแผนดั้งเดิมได้พังทลายจนแหลกละเอียดไปเนิ่นนานแล้ว
จางชิงเซียงนั่งอยู่แถวหลังสุดของห้องเรียน ใกล้กับตำแหน่งประตูหลัง เพื่อให้สะดวกต่อการปลีกตัวออกไปได้ทุกเมื่อหากมีเรื่องด่วน
เขาไม่ได้สนใจฟังอาจารย์สอน แต่กำลังฝึกฝนบำเพ็ญเพียรอยู่
‘การฝึกตน’ ย่อมเป็นประเด็นหลักที่สำคัญที่สุดในยุคการบำเพ็ญเพียรถ้วนหน้า
แต่จะ ‘ฝึกตน’ อย่างไรนั้น ในช่วงแรกของยุคการบำเพ็ญเพียรถ้วนหน้า ถือเป็นปัญหาระดับโลกที่ยากจะหาคำตอบ
นานาประเทศทั่วโลก พยายามทดลองมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ทั้งการปรับลมหายใจ การโคจรพลัง การนั่งสมาธิของหัวเซี่ย หรือการบำเพ็ญทุกรกิริยาและการทำสมาธิเพ่งจิตของชมพูทวีป ล้วนเคยได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายอยู่ช่วงหนึ่ง
ประเทศโบราณที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าสองพันปี ต่างก็สามารถขุดค้น ‘วิธีการ’ ฝึกตนออกมาได้บ้าง
เพียงแต่วิธีการเหล่านี้ สุดท้ายล้วนได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง
กระทั่งทางการของกลุ่มประเทศตะวันตกเองก็เคยปักใจเชื่อมาตลอดว่า ไม่มีวิธีการฝึกตนอยู่จริง หากต้องการเลื่อนระดับ หนทางเดียวคือต้องบุกตะลุยเข้าไปใน ‘เขตแดนพิศวง’
หลังจากก้าวพ้นออกจากเขตแดนพิศวง ระดับพลังจะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของผลงานที่ทำได้
แต่หลังจากยุคการบำเพ็ญเพียรถ้วนหน้าเริ่มต้นขึ้นได้เจ็ดปี คณะนักวิจัยฝั่งตะวันออกที่มีหัวเซี่ยเป็นแกนนำหลัก ก็ได้คิดค้น ‘เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียร’ เล่มแรกออกมา
และได้รับการยืนยันจากนานาประเทศอย่างรวดเร็วว่า มีประสิทธิภาพและใช้ได้ผลจริง
นับแต่นั้นมา เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรได้รับการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยมีกลุ่มนักวิจัยของหัวเซี่ยเป็นศูนย์กลางคอยขับเคลื่อนทุกสิ่งมาโดยตลอด
จนกระทั่งถึงตอนที่จางชิงเซียงสละชีพในสนามรบ ‘เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรฉบับมหาชน’ ที่เผยแพร่สู่สาธารณะ ได้พัฒนามาถึงเวอร์ชันที่เก้าแล้ว
ส่วนหน่วยงานทหารและหน่วยงานพิเศษจะมี ‘เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรฉบับหัวกะทิ’ ที่ลึกซึ้งพิสดารยิ่งกว่า
และสิ่งที่จางชิงเซียงกำลังใช้อยู่ตอนนี้ คือ ‘เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรฉบับนำร่อง’ ที่ใช้เฉพาะภายในสำนักความมั่นคงเร้นลับ ซึ่งดุดัน ควบคุมได้ยาก แต่ให้ผลลัพธ์ที่เหนือชั้นกว่าอีกสองฉบับอย่างเทียบไม่ติด
การฝึกตนในยุคการบำเพ็ญเพียรถ้วนหน้า แหล่งพลังงานเพียงหนึ่งเดียวมาจาก ‘แดนเร้นลับ’
เราต้องเชื่อมต่อสื่อสารกับแดนเร้นลับ จากนั้นใช้วังวนพลังดึงดูดอนุภาคเร้นลับใน ‘แดนเร้นลับ’ เข้าสู่ร่างกายของตนเอง
อนุภาคเร้นลับเหล่านี้ก็คือพลังงานนั่นเอง
หากมีเพียงวังวนพลัง แต่อยู่ในโลกธรรมดา ย่อมไม่อาจดูดซับพลังใดๆ ได้เลย
แท้จริงแล้ว ‘เขตแดนพิศวง’ ก็คือชิ้นส่วนพิเศษบางส่วนของแดนเร้นลับนั่นเอง
มนุษย์ต้องรอจนถึงหกปีหลังระลอกคลื่นวิญญาณซัดสาด ถึงจะค้นพบการมีอยู่ของ ‘แดนเร้นลับ’
และหลังจากค้นพบได้หนึ่งปี เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรจึงถือกำเนิดขึ้นมา
ในชาตินี้ เมื่อมีจางชิงเซียงอยู่ เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรจึงสามารถถือกำเนิดขึ้นมาได้เร็วกว่าเดิมถึงเจ็ดปี!
“แต่ว่า...” จางชิงเซียงคิดในใจเงียบๆ “ฉันไม่จำเป็นต้องรีบแบ่งปันให้ประเทศอื่นเร็วขนาดนั้น!”
เมื่อถึงยุคหลัง หากมีใครยอมจ่ายข้อแลกเปลี่ยนที่สูงค่ามากพอ ค่อยพิจารณาขายฉบับมหาชนเวอร์ชั่นหนึ่งหรือสองให้พวกนั้นไป
ชาติก่อนเป็นเพราะผู้ฝึกตนทั่วโลกต่างแย่งชิง ‘อนุภาคเร้นลับ’ ในแดนเร้นลับ ความเร็วในการฝึกตนช่วงหลังจึงเชื่องช้าอย่างมาก
แต่ตอนนี้... ทันทีที่จางชิงเซียงสร้าง ‘สะพานเชื่อม’ กับแดนเร้นลับสำเร็จ อนุภาคเร้นลับอันมหาศาลไร้ขอบเขตทั้งขนาดเล็กและใหญ่ต่างลอยล่องอยู่ ไร้ผู้แก่งแย่ง ไร้ผู้ขัดขวาง สามารถกอบโกยได้ตามใจปรารถนา
จางชิงเซียงเปิดใช้งานวังวนสิบสองชั้น อนุภาคเร้นลับก็หลั่งไหลเข้ามาดั่งเกลียวคลื่น!
“นี่มันขุมทรัพย์ไร้คู่แข่งชัดๆ!” จางชิงเซียงยิ้มร่าเริงในใจ
หลังหมดคาบเรียนไปหนึ่งคาบ จางชิงเซียงรู้สึกได้ว่าความก้าวหน้าของตนเอง เทียบเท่ากับการผ่านเขตแดนขนาดใหญ่หนึ่งครั้งในยุคหลังของชาติก่อน!
“ไม่เกินสามวัน ฉันจะต้องเลื่อนระดับเป็น【เฉาเฟิ่ง】ขอบเขตที่สองได้อย่างแน่นอน!”
จางชิงเซียงกำลังฮึกเหิมเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง พอลืมตาขึ้นมอง:
ตรงประตูหลังห้องเรียน มีร่างสูงโปร่งเพรียวบางร่างหนึ่งกำลังย่องเข้ามา ท่าทางก้าวย่องไร้สุ้มเสียงนั้นดูคล้ายกับตัวการ์ตูนบางตัวอย่างมาก—ที่แท้ก็คือเยี่ยโยวเซิงนั่นเอง!
สีหน้าของจางชิงเซียงหม่นลงเล็กน้อย ทั้งที่ตนเองปฏิเสธอย่างชัดเจนไปแล้ว แต่ตระกูลเยี่ยก็ยังคงส่งคนมาสืบเรื่องของเขาจนได้
เยี่ยโยวเซิงในตอนนี้ ผมเผ้าแห้งกร้าน รอยคล้ำใต้ตาดำปื้น ผิวพรรณหมองคล้ำ ใบหน้าอิดโรย ทั่วทั้งร่างแผ่รังสีความอ่อนแอและความเหนื่อยล้าออกมาอย่างไม่สิ้นสุด
แตกต่างจากภาพลักษณ์สาวน้อยแสนสวยสดใสก่อนหน้านี้ราวฟ้ากับเหว
เธอสังเกตเห็นความไม่พอใจของจางชิงเซียง แต่เธอไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ
เธอค่อยๆ ขยับเข้ามาย่อตัวลงนั่งข้างจางชิงเซียงด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ ราวกับลูกแมวน้อยที่กำลังหนาวสั่นในฤดูหนาว
“หนูเหนื่อยเหลือเกินค่ะ...” เธอเอ่ยเสียงเบา “ขอแค่หลับตา หนูก็จะฝันร้ายตลอดเลย”
“ให้หนูได้นอนสักพัก แค่ได้นอนพักสักหน่อยก็พอ หนูเหนื่อยจนไม่ไหวแล้วจริงๆ...”
หัวใจของจางชิงเซียงอ่อนยวบลง ท้ายที่สุด ตอนนี้เธอก็ไม่ใช่ ‘กวนอิมชุดเลือด’ ที่เข่นฆ่าผู้คนนับไม่ถ้วนในชาติก่อน ในชาตินี้เธอเป็นเพียงเด็กสาวผู้น่าสงสาร ที่เพิ่งผ่านพ้นโศกนาฏกรรมอันเลวร้าย และถูกฝันร้ายตามหลอกหลอนจนไม่อาจข่มตานอนได้เท่านั้น
เมื่อเยี่ยโยวเซิงเห็นว่าจางชิงเซียงไม่ได้เอ่ยปากไล่ จึงรวบรวมความกล้าขยับเข้าไปใกล้อีกนิด ปลายจมูกเล็กๆ แนบชิดกับท่อนแขนของจางชิงเซียงพอดี เมื่อได้สูดดมกลิ่นอายจากตัวเขา ความรู้สึกปลอดภัยอันอบอุ่นก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างอย่างรวดเร็ว
เปลือกตาของเธอหนักอึ้ง ไม่นานนัก เสียงกรนแผ่วเบาก็ดังขึ้น
